BigSedan.com
February 08, 2012, 02:14:43 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: [1] 2 3   Go Down
  Print  
Author Topic: ข่าว ส.ค. 53  (Read 2225 times)
สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« on: August 01, 2010, 08:00:35 AM »

วิธีเก็บเงินให้อยู่
วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553



ใครที่รู้ตัวว่าเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีการเก็บเงินให้อยู่มาบอก

- เลือก ฝากเงินแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป จนไม่เหลือเงินเก็บไว้ ใช้ในยามฉุกเฉิน

- ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ แล้วจ่ายค่าอะไรไปบ้างในแต่ละเดือน  และควรจดรายการที่จำเป็นต้องซื้อก่อนไปซื้อของด้วย เพราะจะได้เป็นข้อจำกัด ไม่ให้ซื้อของที่ไม่จำเป็นไป และแถมยังได้ของครบตามที่ต้องการ
 
- ถ้าอยากได้ของที่คิดว่าไม่จำเป็น ควรแบ่งเงินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนมาเพื่อเก็บสะสมจนครบจำนวนแล้วค่อยซื้อของสิ่งนั้น เพราะถ้าทุ่มเงินไปทั้งก้อน อาจจะไม่มีเงินเหลือเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน
 
- ถ้าได้เงินพิเศษมา อย่าเพิ่งนำใส่กระเป๋าสตางค์ เพราะเงินอาจหมดไปโดยที่ไม่รู้ตัว ควรนำเงินนั้นไปเก็บเอาไว้ในส่วนของเงินเก็บ แล้วอย่าลืมจดลงในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำวิธีที่แนะนำไปเก็บเงินให้อยู่ในกระเป๋ากันดูได้.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #1 on: August 01, 2010, 08:11:13 AM »

เปอโยต์ 308 เทอร์โบ แรงเกินพิกัด
วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553




308 เทอร์โบ หนึ่งในรถเจนเนอเรชั่น ที่ 8 ของเปอโยต์ มาพร้อมกับงาน ออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดูโดดเด่นและเพิ่มความแข็งแกร่ง ด้านหน้าถือเป็นจุดศูนย์รวมของตัวรถและให้สัมผัสถึงความปราดเปรียวด้วยแนวเส้นออกแบบ ตัว “วี” โดยเริ่มต้นจากฝากระโปรงหน้าไปสู่เสาเอ ชิ้นส่วนตัวถังได้รับออกแบบประณีตกลมกลืนกับกระจกหน้าต่าง บนตัวถังด้านท้ายขยายให้มีความหนาของแนวเส้นเพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่ง กันชนท้ายโอบล้อมด้านหลังเพื่อกำหนดให้มีช่องรีดอากาศ ไฟท้ายขนาดใหญ่เน้นให้เกิดสัมผัสในทุกมุมมองทำให้ตัวรถดูมีขนาดใหญ่ขึ้น ฝา กระโปรงหลังมีรูปทรงโค้งมนกลมกลืน
   
ภายในได้รับการออกแบบให้ห้องโดยสารลงตัวกับรายละเอียดของรูปทรงจากภายนอก การยกระดับแผงหน้าปัดให้สูงขึ้นทำให้สัมผัสถึงพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง นอกจากนี้ 308 เทอร์โบเพิ่มพื้นที่กระจกซึ่งทำให้ห้องโดยสารกว้างยิ่งขึ้น เช่น กระจกหน้าและกระจกหน้าต่างถือเป็นลักษณะเฉพาะ กระจกหลังคาในแบบพานอนามิกเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกปลอดโปร่งและใกล้ชิดธรรมชาติทางสายตา รวมถึงการทำให้ทัศนวิสัยการมองเห็นของคนขับดีเยี่ยม ส่วนพื้นที่ใช้สอยด้านหลังแคบไปสักนิดสำหรับคนขายาว แต่ชดเชยกับความเย็นฉ่ำของแอร์ด้านหลัง
   
โครงสร้างตัวถัง 308 เทอร์โบแข็งแกร่งเป็นพิเศษด้วย  แชสซีและช่วงล่างที่พัฒนาเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมโดยผสมผสานการยึดเกาะถนน ซึ่งโดดเด่นเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน และให้ความมั่นใจด้วยการเพิ่มความกว้างช่วงล้อหน้าและหลัง รวมไปถึงการใช้ยางหน้ากว้างขนาด 225/45/R17 เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว ที่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีปัจจุบันล้อและระบบช่วงล่าง (รวมถึงระบบเพาเวอร์แบบอิเล็กโตร-ไฮดรอลิก) ระบบความปลอดภัยของโครงสร้างตัวถัง โดยเฉพาะตัวถังด้านหน้าที่มีการใช้โครงสร้างดูดซับแรง กระแทกถึง 3 ส่วนประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังติดตั้งถุงลมนิรภัยรวม 6 จุด รวมทั้งถุงลมนิรภัยบนแกนพวงมาลัย
   
ครั้งแรกที่เข้านั่งประจำที่คนขับพบว่าเบาะผ้าขนาดใหญ่แต่โอบกระชับ แม้ยามเข้าโค้งก็ยังล็อกลำตัวให้ติดเบาะได้ คอนโซลหน้าสีเข้มด้านหน้าดูหรูหราแม้จะเป็นพลาสติกไปสักหน่อย ปุ่มอุปกรณ์ต่างใกล้มือใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
   
การออกตัว 308 เทอร์โบพุ่งทะยานได้ดั่งใจต่างจากรถขนาดเดียวกัน อัตราเร่งเหลือเฟือสามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.3 วินาที สามารถเทียบชั้นรถสปอร์ตได้อย่างดีแม้จะใช้เกียร์อัตโนมัติ หรือจะให้แรงกว่า ดุดันกว่า ก็มีโหมดสปอร์ตหรือเกียร์ธรรมดาให้เลือกใช้ ซึ่ง 308 เทอร์โบคันนี้จะพาคุณโลดแล่นได้ถึงความเร็วระดับ 203 กม./ชม.กันทีเดียว
   
ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบอิเล็กโตร-ไฮดรอ ลิก แบบ 3 ก้าน อ้วน ๆ ขนาดพอเหมาะตอบสนองดี ช่วยทำให้การควบคุมแม่นยำ ระบบเบรกทำงานได้เฉียบคมมั่นใจ และการเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงทำได้ดี เชื่อว่าถ้าได้ลองขับระยะไกลน่าจะเป็นรถที่ขับสนุกตลอดการเดินทางอีกคันหนึ่ง.

มิติ (ยาว/กว้าง/สูง)     4,276/1,815/1,498 มม.
แบบเครื่องยนต์     4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันและเทอร์โบแรงดันสูง
ความจุกระบอกสูบ      1,598 ซีซี
กำลังสูงสุด    140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด    240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 รอบ/นาที                                                               
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.    9.3 วินาที
เกียร์    อัตโนมัติ 4 สปีด แบบทิปทรอนิก ซิสเต็ม ปอร์เช่
ราคา    1,890,000 บาท     

ลำยอง ปกป้อง
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #2 on: August 01, 2010, 08:15:17 AM »

ขับรถอย่างไรประหยัดได้อีก 10%
วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553

ใครต่อใครต่างทราบกันดีว่า หากขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ไม่บรรทุกของไร้สาระในรถวางแผนก่อนเดินทาง หลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน รวมทั้งตรวจเช็กสภาพรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอจะช่วยประหยัดน้ำมัน แต่สำหรับ จอห์น และเฮเลน เทย์เลอร์ แบรนด์ แอมบาสเดอร์ โครงการเชลล์ ฟิวล์เซฟ นักขับรถประหยัดน้ำมัน เจ้าของสถิติในกินเนสส์บุ๊ก มีวิธีการในการขับรถให้ประหยัดได้มากกว่านั้นอีกถึง 10%
   
อันดับแรกจะต้องใช้น้ำมันให้ตรงกับความต้องการของเครื่องยนต์ และใครที่ชอบเติมน้ำมันแค่พอพาไปกลับบ้านและที่ทำงานนั้น ถือเป็นวิธีการที่ผิดมหันต์ เพราะการเปิดฝาครอบบ่อย ๆ จะทำให้น้ำมันระเหยออกไป และพื้นที่ว่างในถังที่มากกว่านั้นยังเร่งอัตราการระเหยของน้ำมันให้มากขึ้นไปอีก
         
ขณะที่การขับรถโดยรักษาระดับความเร็วอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้อัตราการไหลเวียนของเชื้อเพลิงคงที่และกินน้ำมันน้อยลงจอห์นและเฮเลนแนะนำว่าการขับรถที่ความเร็ว 50-70 กม./ชม. นั้นจะยิ่งทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยรักษาอัตราเร่งของรอบเครื่องให้อยู่ที่ 1,500-2,000 รอบ/นาที สำหรับเกียร์ธรรมดา การใช้และเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว ส่วนเกียร์อัตโนมัตินั้นขอเพียงไม่เหยียบคันเร่งแล้วปล่อยบ่อย ๆ ก็ช่วยให้น้ำมันในถังเหลือมากขึ้น
   
การเหยียบเบรกบ่อยครั้งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เครื่องยนต์ต้องใช้น้ำมันมากขึ้น เพราะต้องเร่งเครื่องเพื่อให้กลับมามีความเร็วที่ต้องการอีกครั้ง เครื่องยนต์ก็ต้องสูบเชื้อเพลิงขึ้นมาใหม่ หรือเมื่อใกล้ถึงทางแยกทางโค้งก็ควรจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วแทนที่จะไปเบรกกระชั้นชิด
   
หากไม่บรรทุกของที่ไม่จำเป็นไปไหนต่อไหนด้วย ดับเครื่องเมื่อต้องจอดรอนาน ๆ ไม่เปิดกระจกจนทำให้รถมีแรงต้านทานมากขึ้น เปิดแอร์ให้พอเหมาะพอดีด้วยแล้ว น้ำมัน 1 ลิตรอาจพารถของคุณไปได้ไกลถึง 22.75 กม. ที่นักขับชาวเยอรมันเคยทำสถิติไว้ หรืออย่างน้อยอาจไปได้ถึง 15.648 กม. อย่างที่ แอน-อลิชา ไล่สัตรูไกล ตัวแทน จากประเทศไทยทำได้และคว้าตำแหน่งชนะเลิศ “ผู้ประหยัดเชื้อเพลิงที่ฉลาดที่สุดแห่งเอเชีย” ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรก ณ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซียมาครอง.

อธิชา ชื่นใจ
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #3 on: August 01, 2010, 08:20:45 AM »

รถมือสอง ซื้อมาใช้หรือเก็บไว้ซ่อม


ปัจจุบันรถยนต์มือสองเป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่ารถใหม่ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่มีเงินจำกัด หรือกลุ่มที่ต้องการรถที่โดนใจจริง ๆ แต่การเลือกซื้อรถยนต์มือสอง จะบอกว่าไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ชื่อก็คือรถมือสองหรือรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เมื่อเลือกไปแล้วอาจจะตาดีได้ ตาร้ายเสีย มือแม่นก็ได้รถที่มีการใช้งานได้ดีเกินคุ้ม ถ้าเลือกแบบรถย้อมแมวก็ซ่อมและซ่อม ไม่มีวันจบสิ้น

การเลือกซื้อรถมือสองจากเต็นท์รถ ตรงนี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะได้รถมาใช้ หรือซื้อรถมาซ่อม ภิญโญ ธนวัชรภรณ์ เจ้าของเต็นท์รถมือสอง โยรัชดา กล่าวว่า รถมือสองหรือรถใช้แล้วจะมีรถให้เลือกทั้งเกรดเอ, บี, ซี และดี คืออยู่ในสภาพที่ดีจนถึงซื้อไปใช้ไม่นานก็ต้องซ่อม รถมือสองเกรดเอส่วนใหญ่จะอยู่ในเต็นท์ ถนนรัชดา ราคาจะแพงกว่าเต็นท์ทั่วไปประมาณ 10,000-50,000 บาท ถ้าคันที่อยู่หลักแสนบาทก็จะแพงกว่าไม่เกิน 20,000 บาท หากราคาเกินคันละหลักล้านบาทขึ้นไปก็จะแพงขึ้นไปอีกคันละ 50,000 บาท
ราคารถที่แพงขึ้นนี้ เนื่องจากรถที่ซื้อเข้ามา เต็นท์ต้องตรวจเช็กสภาพให้ดี และสามารถใช้งานได้ และรถทุกคันจะมีประวัติสามารถตรวจเช็กได้ และหลังจากซื้อไปแล้วยังรับประกัน 3 เดือน ส่วนการจัดไฟแนนซ์ จะมีบริการร่วมมือกับสถาบันการเงินที่ปล่อย   ลีสซิ่ง สำหรับอัตราดอก เบี้ยก็เป็นไปตามตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7-5% ขึ้นไป ซึ่งแล้วแต่สภาพรถ และปีของรถ

“ปัญหาของรถมือสองที่เกิดขึ้นคือ รถที่นำมาย้อมแมวขาย ทั้งรถถูกชนหนัก รถประสบอุบัติ เหตุคว่ำ รถที่ผ่านประมูล ก็จะมีผู้ประกอบการบางรายที่ไปซื้อมาซ่อมแล้วขายโดยไม่บอกลูกค้า ตรงนี้การเลือกซื้อรถมือสองเราจะ   ให้คำแนะนำคือให้ดูการทำสี ตะเข็บรอยต่อตัวถังรถ ภายในรถ เป็นต้น รถที่ย้อมแมวเหล่านี้นอกจากจะขายในเต็นท์เล็ก ๆ โนเนม ก็ยังมีประกาศขายในอินเทอร์เน็ต ขายใน ราคาถูก ๆ ดังนั้นต้องดูให้ดี เพราะปัญหาย้อมแมวนี้แก้ไม่ได้ตราบใดที่เมืองไทยยังมีการซื้อ-ขายซากรถจากบริษัทประกันหรือมีการประมูลรถเก่า”

สมภพ ปฎิภานธาดา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เชฟโรเลต (เซลส์) ประเทศไทย กล่าวว่าในส่วนของเชฟโรเลตนั้น ได้สร้างแบรนด์ “เชฟวี่โอเค” ขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่ารถมือสองที่ผ่านบริษัททุกคัน เมื่อลูกค้าซื้อไปจะได้รับรถที่สามารถใช้งานได้ เพราะบริษัทได้เลือกรถที่ไม่เคยมีประวัติชนหนัก ไม่เปลี่ยนสี ไม่เคยเปลี่ยนเครื่องยนต์ ไม่ปรับเลขไมล์ รวมทั้งผ่านการตรวจเช็ก 105 รายการ ตามมาตรฐานเชฟโรเลต อายุการใช้งานรถไม่เกิน 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร

ส่วนทางด้าน โตโยต้า ชัวร์ ก็ได้สร้างมาตรฐานของรถมือสองไว้ โดยใช้แบรนด์ “โตโยต้า ชัวร์” รถทุกคันต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานที่โตโยต้า ชัวร์ได้กำหนดไว้ ราคาอาจจะสูงเล็กน้อย แต่ลูกค้าจะได้รับความมั่นใจว่าซื้อรถดี ผ่านการตรวจเช็กมาแล้ว

รถมือสองที่ผ่านเข้ามาในตลาดรถยนต์แต่ละปีจะมีประมาณ 3-4 เท่าของยอดรถใหม่ ซึ่งปีนี้รถใหม่ที่ขายในตลาดคาดว่าจะไม่น้อยกว่า 700,000 คัน ดังนั้นตลาดรถดังกล่าวมีขนาดใหญ่ค่ายรถยนต์ต่างจะสร้าง แบรนด์รถมือสองของตนขึ้นมาให้เป็นมาตรฐานของตลาด แต่ก็มีรถจำนวนไม่น้อยที่หลุดมาขายในเต็นท์ ดังนั้นการเลือกซื้อรถมือสองสักคันต้องดูให้ละเอียด เพราะบางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิต เพื่อจะได้เป็นเจ้าของรถในฝันสักคัน ดังนั้นต้องดูให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่าย ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #4 on: August 02, 2010, 06:56:37 AM »



เช้านี้ กรุงเทพ มีฝนมากเกือบทั่วไป 70% ของพื้นที่ 
   

       กรมอุตุนิยมวิทยารายงานลักษณะอากาศทั่วไป เมื่อเวลา 04:00 น.วันนี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย
       
       พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่เวลา 06:00 น.วันนี้( 2 ส.ค.) - 06:00 น.วันพรุ่งนี้( 3 ส.ค.) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #5 on: August 02, 2010, 08:51:39 PM »

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 2 เตือน ประเทสไทยฝนตกหนัก ทะเลลมแรงชาวเรือระวัง



กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัย”ฝนตกหนักและคลื่นลมแรง "ฉบับที่ 2 ลงวันที่  2 ส.ค. 53 ระบุว่าร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในช่วงวันที่ 2-5 ส.ค. 2553 นี้ไว้ด้วย
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #6 on: August 03, 2010, 09:26:46 AM »

คาดสัปดาห์นี้ ราคาขายปลีกน้ำมันยังทรงตัว ครึ่งปีหลังดีเซลแตะ30บ.
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 สิงหาคม 2553 22:55 น.
 

       "มนูญ"คาดสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันใน ปท. ยังทรงตัว ส่วนราคาน้ำมันโลกอยู่ที่ 75-78 ดอลลาร์/บาเรล ชี้ ครึ่งปีหลัง ได้เห็นดีเซลแตะ 30 บาท
       
       นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกสัปดาห์นี้ คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือปรับลดลงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง ในขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจของจีน คาดว่า จะมีอัตราการขยายตัวในทิศทางที่น้อยลง ตามนโยบายทางการเงินของรัฐบาล
       
       โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกสัปดาห์นี้ น่าจะแกว่งตัวในกรอบแคบอยู่ที่ 75-78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับทรงตัว
       
       อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันดีเซล ในช่วงครึ่งปีหลังมีทิศทางปรับสูงขึ้น เนื่องจากเข้าฤดูหนาว ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล คาดว่า จะแตะที่ระดับ 30 บาทต่อลิตร ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินคาดว่า จะอยู่ในระดับคงที่จนถึงสิ้นปี
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #7 on: August 03, 2010, 09:35:54 AM »


กรุงเทพฯ เตรียมเปิดใช้ 3 สะพานข้ามแยกสาหัสเมืองหลวง เผยสะพานข้ามแยกท่าพระคานแอ่นตัว คาดซ่อมเสร็จสัญจรได้วันแม่

วันนี้ (2 ส.ค) นายวสันต์ มีวงษ์ รองโฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 20/2553  โดยได้แถลงรายงานความคืบหน้าการซ่อมสะพานต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.52 ที่ผ่านมา ว่า ในขณะนี้เหลือการซ่อมแซมอีก 3 สะพาน คือ สะพานข้ามแยกคลองตัน กำหนดแล้วเสร็จ และเปิดใช้สะพานในวันที่ 24 ก.ย.นี้ สะพานข้ามแยกท่าพระ ได้พบสิ่งผิดปกตินอกเหนือจากความคาดหมาย มีการแอ่นตัวของคานสะพาน คาดแล้วเสร็จวันที่ 12 ส.ค.นี้ ส่วนสะพานข้ามแยกประชานุกูล จะเปิดใช้ได้ในวันที่ 8 ส.ค.ตามกำหนดเดิม.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #8 on: August 04, 2010, 09:01:10 AM »

สายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ หมากสำคัญของการบินไทย  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2553
 

นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ของการบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่ผู้บริหารกล้าตัดสินใจ และริเริ่มดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ โดยไม่สนใจว่า นักการเมือ งเจ้ากระทรวงที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแห่งนั้น จะมีความคิดเห็นอย่างไร
       
       แต่ไหนแต่ไรมา แผนการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ มักจะถูกกำหนดโดยความต้องการ และผลประโยชน์ของนักการเมือง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เพียงรับใบสั่งที่ถูกส่งผ่านมาทางคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ
       
       การตัดสินใจของนายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทการบินไทย และคณะกรรมการบริหาร ในการร่วมลงทุนตั้ง สายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ “ ไทยไทเกอร์ แอร์เวยส์ “ ร่วมกับสายการบิน ไทเกอร์ แอร์เวย์ ซึ่งเป็นโลวคอสต์แอร์ไลน์ ของสิงคโปร์ โดยเพียงแต่แจ้งให้นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบเท่านั้น แต่ไม่รอให้เห็นชอบเสียก่อน จึงอาจถือได้ว่า เป็นการแหวกกรอบปฏิบัติเดิมๆ ของรัฐวิสาหกิจไทย
       
       นักการเมืองอย่างเช่น นายโสภณเอง ก็คงไม่ชินกับ การที่รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับดูแล จะกล้าตัดสินใจเองอย่างเป็นอิสระ ดังนั้น จึงต้องเล่นบทรักษาหน้าตัวเอง ด้วยการสั่งให้ การบินไทยชี้แจงรายละเอียดของการดำเนินการครั้งนี้มาให้ตนโดยด่วน
       
       เรื่อง การร่วมทุนตั้งสายการบินโลว์คอสต์แห่งชาติ ของการบินไทยในครั้งนี้ มีตำหนิอยู่อย่างเดียวคือ การดำเนินการรีบเร่ง รวบรัดมากเกินไป นายปิยะสวัสดิ์ ขอคุยนอกรอบกับบอร์ดการบินไทยบางส่วน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เพื่อหารือในเรื่องนี้ อีก 2 วันต่อมาก็เซ็นเอ็มโอยูกับ ไทยเกอร์แอร์เวยส์เลย จึงอาจะทำให้เกิดข้อครหาว่า มีลับลมคมใน อะไรกันหรือเปล่า จึงต้องลงมือในลักษณะรวบหัว รวบหางแบบนี้
       
       นอกเหนือไปจากเรื่องนี้แล้ว การลงทุนในครั้งนี้ ถือว่า เป็น การตัดสินใจที่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ ตามที่การบินไทยได้แถลงให้ทราบทั่วกันแล้ว คือ เพื่อขยายตลาดเข้าไปในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง และเป็นตลาดที่การบินไทยไม่มีความชำนาญ จึงต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับ ไทเกอร์ แอร์เวยส์ สายการบินต้นทุนต่ำของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสิงคโปร์แอร์ไลน์ กับไรอัน แอร์ เจ้าตำรับโลวคอสต์แอร์ไลน์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุโรป
       
       การบินไทย เคยพยายามที่จะ แข่งขันในตลาดโลว์คอสต์ ด้วยการถือหุ้นใหญ่ 39% ในสายการบิน นกแอร์ แต่ความตั้งใจที่จะใช้ นกแอร์ เป็น ไฟต์ติ้ง แบรนด์ในตลาดในประเทศ และประเทศใกล้เคียงไม่ประสบความสำเร็จ 6 ปีที่มีนกแอร์ ส่วนแบ่งของการบินไทยและนกแอร์ ในตลาดในประเทศลดลงจาก 70-80 % เหลือเพียง 50% เพราะสู้สายการบินต้นทุนต่ำไม่ได้ โดยเฉพาะไทยแอร์ เอเชีย ซึ่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจนี้
       
       นกแอร์ จัดเป็นสายการบินครึ่งๆกลางๆ ไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ตรงไหน เพราะตั้งราคาตั๋วสูงกว่าสายการบินโลว์คอสต์อื่นๆ แต่บริการไม่แตกต่างกัน หนำซ้ำยังจะด้อยกว่าด้วยซ้ำ จึงไม่สามารถแข่งขันกับไทยแอร์เอเชียได้ ในแง่การเพิ่มส่วนแย่งตลาด ทำได้อย่างเดียวคือ ลดรายจ่าย ด้วยการลด -เลิกเที่ยวบิน เลิกจ้าง- ลดเงินเดือนพนักงาน เพื่อลดผลการขาดทุนลงเท่านั้น
       
       การบินไทยแม้จะเป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดคือ 39 % แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีสิทธิ มีเสียงแต่อย่างใด มีหน้าที่อุ้มนกแอร์ ให้บินต่อไปให้ได้เท่านั้น เพราะโครงสร้างการถือหุ้น ในนกแอร์ ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ จะเลิกก็ยาก จะเป็นเตี้ยอุ้มค่อมต่อไป ก็ยิ่งเข้าเนื้อไปทุกทีๆ สูญเสียลูกค้าในประเทศ และในภูมิภาคให้ไทยแอร์เอเชียไปเรื่อยๆ
       
       การจับมือกับ ไทเกอร์ส แอร์เวย์ ซึ่งมีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับไทยแอร์แอเชีย ตั้งสายการบินโลวคอสต์แห่งชาติ เสือสยาม แอร์เวยส์ จึงเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลทางธุรกิจของการบินไทยที่เข้าใจได้
       
       นายปิยสวัสดิ์ ต้องรับทั้งชอบ และผิด ต่อผลสำเร็จ หรือล้มเหลวของการตัดสินใจครั้งนี้อยู่แล้ว ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งต้องถูก ประเมินผลงานทุกปี

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000107441
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #9 on: August 04, 2010, 09:15:32 AM »

เตรียมรับมือน้ำมันขึ้นราคาเร็วๆนี้

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอีก$1 ทะลุ82ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2553
 

  ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น 4 วันติดเมื่อวันอังคาร(3) พร้อมทำสถิติสูงสุดรอบ 3 เดือนครั้งใหม่ ขยับเหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความคาดหมายต่อสต๊อกเชื้อเพลิงที่ลดลงในสหรัฐฯ ด้านวอลล์สตรีทปิดลบหลังพบข้อมูลด้านลบของเศรษฐกิจอเมริกา
       
        สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูตของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.21 ดอลลาร์ ปิดที่ 82.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการขยับเหนือ 82 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม ขณะที่เบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน เพิ่มขึ้น 1.86 ดอลลาร์ ปิดที่ 82.68 ดอลลาร์

 
Logged

pronong®
โทรมาเลย 081-4216421
โรนิน
sho
*
Offline Offline

Posts: 7,316


เต็มที่กับชีวิต...โห่ยย


WWW
« Reply #10 on: August 04, 2010, 10:36:05 AM »

มาอ่านข่าว อิอิ 
Logged

...:::Bigsedan:::...

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #11 on: August 04, 2010, 08:52:57 PM »

มาอ่านข่าว อิอิ 
วันพูก น้ำมันขึ้นทุกชนิด เว้น นมค. นมพ. นมบ. นะครับ _20
และ นมม...น้ำมันมวย _20
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #12 on: August 05, 2010, 07:41:15 PM »

จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีการร้องขอให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2537แต่ไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาในขณะนั้น และได้มีการนำสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง โดยผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป โดยจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติการจัดตั้งจึงจะมีผลโดยสมบูรณ์

การร้องขอจัดตั้งถูกขอตามข้อเสนอของนายสุเมธ พรมพันห่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเสรีธรรม จังหวัดหนองคาย โดยแยกพื้นที่อำเภอบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากจังหวัดหนองคาย

จังหวัดบึงกาฬที่เสนอให้จัดตั้งมีพื้นที่ทั้งหมด 4,305 ตร.กม. [1] จากการสำรวจความเห็นของประชาชนจังหวัดหนองคาย ปรากฏว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ร้อยละ 98.83 หากมีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ จะมีประชากรประมาณ 390,000 คน ประกอบด้วย 8 อำเภ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AC
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #13 on: August 06, 2010, 08:39:39 AM »

‘น้ำทับทิม’ ป้องกันสมองเสื่อม
วันศุกร์ ที่ 06 สิงหาคม 2553


‘มุมสุขภาพ-กินดี’ สรรหาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาปิดท้ายให้เข้าธีมของสัปดาห์ที่ว่ากันถึง ‘อาการสมองเสื่อม’ ซึ่งสามารถป้องกันด้วย ‘ทับทิม’ ผลไม้มากคุณค่า สีสันสวยงาม โดยคุณพล ตัณฑเสถียร ฟู้ดสไตลิสต์คนดัง สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มแก้วเก๋ ชื่อ ‘Red Shooter’…

ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณป้องกันอาการหลง ๆ ลืม ๆ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ในส่วนของเมล็ดยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง

นอกจากทับทิมแล้ว เครื่องดื่มแก้วนี้ยังต้องการส่วนผสมเพื่อเพิ่มคุณค่าเข้าไปอีก มีทั้งแตงโม มะนาว ส้ม และสับปะรด ที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และทำให้แผลหายเร็วอีกด้วย

สรุปส่วนผสมที่ต้องเตรียม คือ....

ทับทิม
แตงโม
มะนาว
ส้ม
สับปะรด

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากการแกะเมล็ดทับทิมออกจากผล แล้วใส่รวมกันในผ้าขาวบาง บีบคั้นเอาแต่น้ำ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ นำไปคั้นเอาแต่น้ำเช่นกัน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วให้นำไปผสมรวมกัน จากนั้นนำไปเขย่ารวมกับน้ำแข็งก้อนใหญ่เพียงชั่วครู่ ก็จะได้เครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวานที่เย็นจับใจ ดื่มได้ทันที.

takecareDD@gmail.com
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #14 on: August 07, 2010, 09:06:50 AM »

ล่องใต้เดินป่า เที่ยวน้ำตก เพลินธรรมชาติอากาศบริสุทธิ์ที่ระนอง
วันเสาร์ ที่ 07 สิงหาคม 2553


เมื่อมีโอกาสลงใต้ ทุกคนจะต้องถามเป็นเสียงด้วยกันว่า ไปเที่ยวทะเลใช่ไหม....แต่การลงใต้ทริปนี้ต้องตอบกลับไปว่า...ไม่ใช่! เพราะการมาเที่ยวครั้งนี้ คาราวานอีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล จะพาไป ชม น้ำตกหงาว ที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จ.ระนอง กันนั่นเอง
   
ระนอง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ตอนบนสุดของภาคใต้ฝั่งตะวันออก ริมฝั่งอันดามัน ถ้าใครได้มาจังหวัดนี้แล้วมักจะไม่พลาดที่จะมาเที่ยวชม “น้ำตกหงาว” ซึ่งนับเป็นน้ำตกคู่เมืองระนองเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อใดที่เดินทางผ่านมายังตัวเมืองระนองจะต้องเห็นสายน้ำสีขาวที่ไหลตกลงมาจากหน้าผา    สูงใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ๆ เลยทีเดียว
   
ว่าแล้ว...ชาวคณะต่างไม่รอช้ายกขบวนมุ่งหน้ากันไปที่ น้ำตกหงาว ทันที โดยการเดินทางนั้นจะใช้เส้นทางจากตัวเมืองระนองไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ระนอง-ราชกรูด) เป็นระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร น้ำตกจะอยู่แยกซ้ายตรงกันข้ามกับภูเขาหญ้า ตรงเข้าไปอีกประมาณ 700 เมตร ก็จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ
   
เมื่อลงจากรถมาแล้ว ทุกคนต่างพากันยืดเส้น ยืดสาย เป็นการใหญ่ งานนี้ไม่ใช่เป็นเพราะ  นั่งในรถมานานหรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าต่อจากนี้ไปต้องใช้กำลังส่วนตัวเดินเท้าขึ้นไปชมบรรยา กาศรอบ ๆ ภายในอุทยานฯ ที่ครอบคลุมพื้นที่ราว 417,000 ไร่ ที่จุดชมวิวกันต่างหาก
   
แม้เส้นทางการเดินขึ้นไปจะมีระยะทางเพียง 300 เมตร แต่ดูเหมือนว่ากว่าจะพาตัวเองขึ้นไปถึงจุดหมายนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน ต้องนั่งพักตามไหล่ทางกันเป็นระยะ ๆ บางคนใช้วิธีเดินถอยหลังขึ้นเผื่อจะช่วยให้ออกแรงน้อยลง เพราะทางขึ้นค่อนข้างชัน จึงต้องใช้แรงในการเดินขึ้นมากกว่าปกติ ไม่นานนักพวกเราก็พากันมาถึงที่หมายจนได้
   
บริเวณจุดชมวิว สามารถมองเห็นความงดงามของธรรมชาติได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เขียวชอุ่มไปทั่วทั้งผืนป่า ท้องฟ้าสดใสสวยงาม สมกับสมญานามที่ว่า “ทะเลหญ้า ภูเขาอันดามัน” ที่เขียนป้ายติดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้อ่านตลอดทาง
   
หลังจากนั้นดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมอากาศที่บริสุทธิ์เย็นสบายแล้ว คณะของเราก็เดินกลับลงมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนขึ้นอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่า มีพละกำลังเดินทาง    ต่อไปยัง “น้ำตกหงาว” จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งได้อย่างสบาย
   
นั่งพัก เข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ คลายความเหนื่อยกันเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ได้เวลาเดินขึ้น   ไปชมความงามของน้ำตกหงาว โดยตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไป จะต้องเดินเลียบสายน้ำซึ่งเป็นทางลาดปูด้วยหินแผ่น ทำให้เดินสบาย โดย 2 ข้างทางมีต้นไม้เล็ก ใหญ่ ขึ้นสลับให้ได้ชื่นชม สร้างความร่มรื่นเพลิดเพลินตลอดเส้นทาง
   
อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว แห่งนี้ มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นจะเป็น ต้นพญา  ไม้ ตะเคียนทอง อินทนิล จำปา   ตะแบก และพันธุ์ไม้ที่สำคัญที่ชาวบ้านเรียกว่า โกมาซุม ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เอื้องเงินหลวง เพราะเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดระนองนั่นเอง มีลักษณะคล้ายกับดอกคัทลียา ส่วนพรรณไม้พื้นล่างจะเป็นพืชจำพวก หวาย เฟิร์น ไผ่ และ บัวผุด
   
เพลิดเพลินกับความงามของป่ามาได้ประมาณ 500 เมตร ก็จะเห็นแอ่งน้ำตกชั้นล่างสีเขียวมรกต ที่มีระดับความสูง 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเกิดจากร่องรอยการทำเหมืองแร่เมื่อครั้งในอดีต เป็นสายน้ำที่ไหลมาจากหน้าผาด้านบน โดยบริเวณนี้เป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายต่างนิยมลงเล่นน้ำกัน
     
น้ำตกหงาวจะสวยงามมากในยามน้ำหลาก เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตมรสุม ทำให้มีฝนตกชุก ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือน ตุลาคม ซึ่งถ้าเดินทางมาท่อง เที่ยวก็จะเหมาะกับการถ่ายภาพ  น้ำตก ชมนก ชมพรรณไม้ต่าง ๆ   และชม “ปูเจ้าฟ้า” หรือ “ปูสิริน  ธร” ซึ่งเป็นปูน้ำตกชนิดใหม่ของโลก พบครั้งแรกที่บริเวณน้ำตกหงาว จังหวัดระนอง แห่งนี้ โดยปูเจ้าฟ้าจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่เหมือนปูน้ำจืดทั่ว ๆ ไป คือ บริเวณส่วนของกระดองและก้ามเป็นสีขาว ส่วนบริเวณปาก เบ้าตา และขาทั้งสี่คู่ เป็นสีม่วง
   
ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน จะไม่ค่อยมีฝน แต่อากาศก็จะไม่ร้อนมากนัก ซึ่งจะเหมาะกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยจะได้ชมทิวทัศน์ของภูเขาหญ้า ณ จุดชมวิว และได้สัมผัสกับทะเลหมอกยามเช้า ส่วนใครที่มาเที่ยวในช่วงเย็นก็จะได้ชมพระอาทิตย์ตกชายฝั่งทะเลอันดามันที่ยอดเขาน้ำตกหงาว ซึ่งมีชื่อว่า ยอดนมสาว มีความสูง 1,089 เมตร จากระดับน้ำทะเล ที่มีความสวยงามไม่แพ้ที่อื่น ๆ แต่ต้องใช้เวลาเดินทางขึ้นไปบนยอดน้ำตกประมาณ 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้ใครที่ชอบสัมผัสธรรม   ชาติในยามค่ำคืน ก็ยังสามารถกางเต็นท์ค้างแรมนอนดูดาวบนยอดเขาได้อีกด้วย
   
สนใจท่องเที่ยวธรรมชาติ ชมน้ำตก สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทาง  เลือกที่น่าสนใจ ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนเสมอ.

--@--สีสันรายทาง

การเดินทาง ทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ ระยะทาง 90 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่านเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ถึงสี่แยกปฐมพร (ชุมพร) เลี้ยวขวาเพื่อไปยังจังหวัดระนอง รวมระยะทาง 568 กิโลเมตร
     
ทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ ไม่มีรถไฟไประนองโดยตรง ต้องไปลงที่สถานีรถไฟชุมพร จังหวัดชุมพร แล้วต่อรถโดยสารประจำทางชุมพร-ระนอง ระยะทาง 122 กิโลเมตร รายละเอียดสอบถามได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0-2223-7010 และ 0-2223-7020
     
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถโดยสารปรับอากาศ และรถโดย  สารธรรมดา ระหว่างกรุงเทพฯ-ระนอง ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ รถโดยสารธรรมดา โทร. 0-2434-5557-8 รถโดยสารปรับอากาศ โทร. 0-2435-1199
     
เดินทางโดยเครื่องบิน มีเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-ระนอง ทุกวัน สอบถามตารางบินและข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ โทร.0-2229-3434 สายการบินพีบีแอร์ โทร. 0-2261-0220-5
   
แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดระนองทั้งที หากพอมีเวลาเหลือยังสามารถแวะไปเที่ยวที่ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับศาลากลาง จ.ระนอง ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ถือเป็นพระราชวังที่มีการประกาศพระบรมราชโองการยกขึ้นเป็นพระราชวัง 1 ใน 19 แห่งของประเทศไทย และเป็นพระราชวัง 1 ใน 6 แห่ง ที่สร้างขึ้นตามหัวเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
     
ตามประวัติถูกสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2433 โดย "พระยารัตนเศรษฐี" (คอมซิมก๊อง) เจ้าเมืองระนองในขณะนั้น เนื่องด้วยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกและเป็นครั้งแรกที่จะได้เสด็จไปถึงเมืองระนอง โดยตั้งอยู่บนควนใจกลางเมือง มีความงดงามมาก รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานนามว่า พระราชวังรัตนรังสรรค์ ให้เป็นเกียรติยศแก่เมืองและสกุลของผู้สร้าง
   
พระราชวังที่เห็นในปัจจุบันนี้เป็นพระราชวังจำลองที่สร้างขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่เดิมที่ชำรุดทรุดโทรมลง ในปี พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ปี พ.ศ. 2433) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (ปี พ.ศ. 2452) และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ( ปี พ.ศ. 2471)
   
จากระนองเดินทางข้ามมาที่ จ.ชุมพร เพื่อไปสักการะ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ตั้งอยู่บริเวณหาดทรายรี ห่างจากปากน้ำชุมพร 8 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถาน พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ผู้ทรงสถาปนากองทัพเรือในประเทศไทย ทรงสิ้นพระชนม์  ณ พระตำหนักส่วนพระองค์ที่หาดทรายรีแห่งนี้
   
ด้านข้างของศาลเป็นที่ตั้งของเรือตอร์ปิโดขนาดใหญ่ หรือ เรือรบหลวงชุมพร ยาว 68 ม. กว้าง 6.55 ม. ต่อในประเทศอิตาลี ปลดระวางเมื่อปีพ.ศ. 2518 โดยทางกองทัพเรือได้นำเรือลำนี้ขึ้นมาจอดตั้งบนบกเคียงคู่กับศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อระลึกถึงพระราชบิดาแห่งราชนาวีไทย
   
ฤดูกาลท่องเที่ยว เนื่องจาก จ.ระนองตั้งอยู่ในเขตลมมรสุม ในช่วงฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน จึงทำให้ช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว คือ ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน- เมษายน เพราะเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี สามารถเที่ยวชมความงามตามสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #15 on: August 08, 2010, 08:19:41 AM »

อาหารกับมะเร็งต่อมลูกหมาก
วันเสาร์ ที่ 07 สิงหาคม 2553



มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่อยู่ในความสนใจของประชาชน  หลาย ๆ คนได้รับฟังข่าวสารของมะเร็งต่อมลูกหมากบ่อยมากขึ้น ทั้งนี้ อาจเนื่องจากมีอัตราการพบมากขึ้น หรือโรคนี้เกิดกับ ผู้มีชื่อเสียงในสังคม ประกอบกับข้อมูลข่าวสารความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าว บางครั้งยังขาดหลักฐานทาง วิทยาศาสตร์สนับสนุน
       
ประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญมากประการหนึ่งก็คือ อาหารกับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาหารที่ช่วยชะลอการกระจายตัวและลุกลามของต่อมลูกหมาก จึงขอนำเสนอเรื่องราวของอาหารที่พบว่ามีอิทธิพลต่อมะเร็งต่อมลูกหมากที่มีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน อย่างไรก็ดีคงต้องทำความเข้าใจว่าอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลต่อการเกิดและการลุกลามของมะเร็ง แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกมาก เช่น กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และอาหารไขมันสูง   เป็นต้น
มะเขือเทศ
       
มะเขือเทศถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีการกล่าวถึงกันบ่อยมาก ด้วยสารที่มีผลต่อต่อมลูกหมากในมะเขือเทศก็คือ “ไลโคพีน” ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการนำมะเขือเทศสดไปผ่านกระบวนการปั่น แปรสภาพ หรือคั้น ไลโคพีน  จะพบมากในน้ำมะเขือเทศ หรือซอสมะเขือเทศ คุณสมบัติของสารนี้ก็คือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากในภาวะปกติการดำรงอยู่ของเซลล์มนุษย์จะเกิดอะตอมของออกซิเจนหรือ ฟรี เรดิคอลส์ ขึ้น ซึ่งเซลล์จะใช้ในการตอบสนอง    ต่อการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมหรือแบคทีเรีย แต่ในทางกลับกัน ฟรี เรดิคอลส์ ก็เป็นอันตรายต่อเซลล์เช่นกัน โดยอาจก่อให้เกิดการแตกสลายของดีเอ็นเอ ทำให้เซลล์ปกติกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นสารที่มีฤทธิ์เป็นแอนติออกซิแดนต์สามารถขจัด ฟรี เรดิคอลส์ ได้จึงพบว่าสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งได้
       
นอกจากนี้ ผลจากการศึกษายืนยันว่า ซอสมะเขือเทศสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ร้อยละ 33 และจากการติดตามผู้ป่วยที่รับประทานน้ำมะเขือเทศสัปดาห์ละ 2 ครั้ง นานถึง 12 ปี พบว่าลดอัตราการกระจายของมะเร็งต่อมลูกหมากได้ร้อยละ 36 จึงได้แนะนำให้ดื่มน้ำมะเขือเทศสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ส่วนมะเขือเทศสดนั้น พบว่ามีผลต่อมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่า เนื่องจากสารไลโคพีนไม่แตกตัวออกมา หากไม่ผ่านความร้อน อย่างไรก็ดี อาจมีการศึกษาถึงพืชผักและผลไม้อื่นที่มีสีเหลืองด้วยว่ามีผลเช่นเดียวกันกับมะเขือเทศหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น แครอท มะละกอ หรือส้ม เป็นต้น
วิตามิน อี
       
วิตามิน อี ก็ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วยเช่นกัน ซึ่งมีหลักฐานการศึกษายืนยันว่าอาจสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึงร้อยละ 40 ทั้งนี้ เป็นการศึกษาในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1998 พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่และรับประทานวิตามิน อี วันละ 50 ยูนิต จะมีอัตราการพบมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามิน อี ร้อยละ 40 และยังพบว่าลดอัตราการลุกลามของมะเร็งได้ แต่การสูบบุหรี่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย ไม่ใช่เฉพาะมะเร็งปอดเท่านั้น หากหยุดสูบบุหรี่จะลดอัตราการเกิดมะเร็งได้มากกว่าแน่นอน อนึ่ง วิตามิน อี มีมากในพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด มะเขือเทศ ถั่ว และผักใบเขียว เป็นต้น
ซิลิเนียม
       
 เป็นสารอาหารที่พบมากในถั่ว ปลา กระเทียม มีฤทธิ์ยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็งด้วยกระบวนการหลายประการ รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าสามารถลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึงร้อยละ 50-65
วิตามิน ดี
       
จากการศึกษายืนยันว่า วิตามิน ดี มีผลลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก และลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งวิตามิน ดี นั้น สามารถรับได้จากการสัมผัสกับแสงแดด และยังมีการศึกษาพบว่าการรับประทานแคลเซียมจะมีผลยับยั้งวิตามิน ดี ก่อให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้รับแคลเซียม
สังกะสี
   
สังกะสีเป็นสารอาหารที่พบได้มากในเนื้อสัตว์ ปู หอย มีการศึกษาพบว่าสังกะสีจะไปสะสมที่ต่อมลูกหมากเป็นจำนวนมากกว่าอวัยวะอื่น และอาจมีผลทำให้ลดอัตราการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมากได้
   
ดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้นว่า กลไกสาเหตุการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีมากมายหลายประการ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ก็มีมากมาย อาหาร..เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจัยด้านอาหารเป็นปัจจัยที่สามารถเลือกได้ และเป็นสิ่งที่สามารถปรับปรุงตัวเองได้ ดังนั้นความรู้ในการเลือกอาหารจึงอาจช่วยให้อัตราการเกิดโรคลดลงและผู้ป่วยก็มีโอกาสที่โรคจะลุกลามช้าลง แต่อย่างไรก็ดีคงต้องขอย้ำว่าการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากมะเร็งต่อมลูกหมากไม่มีสิ่งใดดีกว่าการมาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และตรวจเลือด เพราะมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรกนั้นไม่มีอาการใด ๆ ให้เป็นที่สังเกตได้ แต่เราสามารถทำการรักษาได้ผลดีมาก หากเป็นการพบในระยะแรก
       
เรื่องราวของมะเร็งต่อมลูกหมากยังมีอีกมาก สามารถติดตามรับฟังการบรรยายเพิ่มเติมได้ภายในงานประชุมวิชาการของคณะฯ ระหว่างวันที่ 20-25 กันยายน 2553 โดยขอเชิญชวนแพทย์ พยาบาล ศิษย์เก่า  บุคลากร เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน ภายใต้แนวคิด Academic Home Coming สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานบริการวิชาการ 0-2201-1542, 0-2201-2607 หรือทาง http://academic.ra.mahidol.ac.th

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
ภาควิชาศัลยกรรมศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #16 on: August 09, 2010, 08:39:17 PM »

แอร์เอเชียอัดโปรฯแรง 'บิน10บาท' รับเทศกาลวันแม่

แอร์เอเชียอัดโปรโมชั่นแรง "บิน10 บาทต่อเที่ยว" มากกว่าแสนที่นั่ง ระดมเส้นทางยอดฮิตทั้งใน-ต่างประเทศ เริ่มจองได้ตั้งแต่วันที่ 10-18 ส.ค.นี้ รับเทศกาลวันแม่...

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ แอร์เอเชีย ได้เปิดตัวโปรโมชั่น แคมเปญบินสุดคุ้มค่า เริ่มต้นเพียง 10 บาท (ราคาสุทธิรวมภาษี และค่าธรรมเนียม 118-1,200 บาท) ถือเป็นการตอกย้ำว่า "ใครๆ ก็บินได้" กับแอร์เอเชียอย่างแท้จริง สำหรับโปรโมชั่นบินประหยัด 10 บาทนี้ ทุกคนสามารถสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 10-18 ส.ค. นี้ เดินทางวันที่ 1 เม.ย.-11 ส.ค.54 จะให้บริการจำนวน 110,000 ที่นั่ง ในเส้นทางหลากหลาย ทั้งฐานการบินที่กรุงเทพฯและภูเก็ต เส้นทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ อุดรธานี อุบลราชธานี ภูเก็ต หาดใหญ่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช นราธิวาส พนมเปญ ปีนัง สิงคโปร์ ย่างกุ้ง ฮานอย โฮจิมินห์ มาเก๊า เซินเจิน ฮ่องกง กวางโจว บาหลี ไทเป โดยราคาสุทธิเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศ รวมภาษีและค่าธรรมเนียม 118-1,200 บาท

ทั้งนี้ มั่นใจว่าแคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับที่ดี และยอดสำรองที่นั่งจะหมดในเวลาอันรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา ส่วนเรื่องความหนาแน่นของผู้ใช้บริการนั้น ทางแอร์ เอเชียได้พัฒนาระบบการสำรองที่นั่งใหม่ New Skies รองรับแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นแน่นอน.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #17 on: August 10, 2010, 05:00:53 AM »

ห้องน้ำ ม.กรุงเทพ ได้รางวัลห้องน้ำสาธารณะ ที่สะอาดถูกสุขลักษณะ

ผศ.ดร.บุญรอด วุฒิศาสตร์กุล รองอธิการบดี วิทยาเขตรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เปิดเผยว่า ห้องน้ำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้รับเลือกจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ให้เป็นสุดยอดห้องน้ำสาธารณะแห่งปี 2552 ประเภทมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาภายใต้โครงการพัฒนาสุขลักษณะห้องน้ำสาธารณะ  โดยห้องน้ำมหาวิทยาลัย กรุงเทพจะได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมประกวดสุดยอดห้องน้ำสาธารณะแห่งปีของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขต่อไป.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #18 on: August 12, 2010, 08:39:30 AM »

น้ำมันดิ่งแรงลงแตะ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 สิงหาคม 2553 05:06 น.
 

ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงวานนี้(11) ตามแรงฉุดของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปิดลบอย่างหนัก
       
        สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูตของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลงถึง 2.23 ดอลลาร์ ปิดที่ 78.02 ดอลลาร์ ขณะที่เบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน ก็ลดลง 1.96 ดอลลาร์ ปิดที่ 77.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #19 on: August 12, 2010, 08:42:58 AM »

โฆษณาลวงโลก NGVพลังงานสะอาด จริงหรือ?   
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 สิงหาคม 2553 17:57 น.
 
 


    ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ปตท.โชว์อิทธิพลเหนือกระทรวงพลังงาน อ้างเหตุปรับคุณภาพได้สิทธิ์อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในก๊าซ NGV ถึง 18% เกินค่ามาตรฐานสากลถึง 6 เท่า ก่อมลพิษเพิ่มซ้ำถังก๊าซยังเสี่ยงกัดกร่อนกลายเป็น “คาร์บอม” เกลื่อนเมือง แฉปตท.ฟันรายได้จากค่าขาย “ก๊าซขยะ” ให้ปั๊มปีละพันกว่าล้าน แถมบีบงดจ่ายก๊าซ NGV ให้ถ้าไม่ลงทุนติดตั้งเครื่องเติมคาร์บอนฯ
       
       การทุ่มงบโฆษณา NGV พลังงานสะอาด ของ ปตท.ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับจาก ปตท. สามารถผลักดันให้รัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนการใช้ก๊าซ NGV ซึ่งปตท.ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวเป็นผลสำเร็จ โฆษณาที่ทำทุกรูปแบบ นับชิ้นไม่ถ้วน ได้โน้มน้าวให้สังคมเชื่อโดยสนิทใจว่า “NGV พลังงานสะอาด” ยากจะหาก๊าซใดเท่าเทียม ยิ่งก๊าซ LPG ด้วยแล้ว หากนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ นั่นทั้งสกปรก ทั้งเป็นผู้ร้ายไม่รู้จักใช้ก๊าซให้ถูกประเภท
       
       ยิ่งถ้าเคลิบเคลิ้มไปตามคำโฆษณาโครงการ “ลดโลกร้อน ถวายพ่อ” ของกระทรวงพลังงาน ที่รวมเอากิจกรรมมากมายหลายหลากของ 11 หน่วยงานด้านพลังงาน รวม 22 โครงการ โดยตั้งเป้าหมายลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ 207,759 ตันต่อปี จะมีใครเชื่อว่า กระทรวงพลังงาน นี่แหละคือผู้ออกประกาศอนุญาตให้ ปตท.สามารถเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงในก๊าซ NGVได้ถึง 18% เกินกว่าประเทศที่ศิวิไลซ์แล้วเขาเติมกันอยู่ที่ 3% เท่านั้น
       
       หากคิดตัวเลขง่ายๆ NGV ที่ใช้กันอยู่ประมาณปีละ 1,450,000 ตันต่อปี (ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์พลังงานในประเทศ ปี 2552 ของกระทรวงพลังงาน) เมื่อเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงไป 18% ก็เท่ากับ 261,000 ตันต่อปี มากกว่าเป้าหมายลดคาร์บอนฯ ในโครงการ “ลดโลกร้อน ถวายพ่อ” ของกระทรวงพลังงานเสียอีก
       
       คำโฆษณา ของ ปตท. และกระทรวงพลังงาน ที่ว่า “นับจากปี 2527 ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มศึกษาและทดลองนำ NGV มาใช้ในรถยนต์ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ และปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอื่น” กระทั่งนำมาสู่วลีเด็ด “NGV พลังงานสะอาด” จะยังเชื่อถือได้และเป็นจริงหรือไม่ ??
       
       ความสับสนนโยบายและการกระทำที่สวนทางกับคำโฆษณา กลายเป็นข้อสงสัยทำไมทั้งกระทรวงพลังงาน และ ปตท.เจ้าของรางวัลเกียรติยศ “ธรรมาภิบาลดีเด่น” ในทุกด้าน ถึงได้โฆษณาลวงโลก โกหกคำโต ได้ขนาดนี้ ?
       
       การติดตามตรวจสอบธรรมาภิบาลในกิจการพลังงาน ของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีนางรสนา โตสิตระกูล เป็นประธาน ซึ่งจัดงานเสวนาเรื่อง “ก๊าซเอ็นจีวี พลังงานสะอาด จริงหรือ?” ที่รัฐสภา เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงอิทธิพลของ ปตท. ที่มีอำนาจเหนือกระทรวงพลังงาน การตัดสินใจใดๆ ของหน่วยงานรัฐแห่งนี้ จึงถูกตั้งคำถามว่าอยู่บนพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งยิ่งกว่าการรักษาชีวิต สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของประชาชน
       
       หากไม่ใช่คนในวงการที่ติดตามเรื่องก๊าซ NGV อย่างใกล้ชิด จะไม่รู้เลยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ พ.ศ. 2552ที่กำหนดให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในก๊าซ NGV ได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 18
       
       เหตุผลในการออกประกาศดังกล่าวตัวแทนกรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงในงานเสวนาว่า เพื่อควบคุมคุณภาพก๊าซให้มีความเสถียร ไม่ให้แกว่งจากการเติมก๊าซต่างปั๊ม เพราะก๊าซมาจากหลายแหล่งคุณภาพไม่เท่ากันต้องปรับคุณภาพ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและได้ข้อสรุปจนนำไปสู่การออกประกาศว่า ให้เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 18% ออกมาก่อนในระยะแรก ซึ่งต่อไปกรมธุรกิจพลังงาน จะกำหนดให้อยู่ในอยู่ในมาตรฐานสากลคือ 3% แต่ต้องมีระยะเวลาเตรียมการเนื่องจาก ปตท. มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
       
       การอ้างเหตุผลเช่นนี้ กรมธุรกิจพลังงาน จึงถูกผู้เข้าร่วมเสวนาต้อนเข้ามุมตั้งคำถามทันทีว่า ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า ทั้งรัฐบาลและปตท.รณรงค์ให้ให้ก๊าซ NGV โดยที่ผู้ใช้ต้องทนรับสภาพคุณภาพก๊าซไม่คงที่ ปตท.จะขายอะไรก็ขาย ช่างเครื่องยนต์ก็จูนไปเรื่อย เครื่องยนต์ติดๆ ดับๆ กระทั่งต้องออกประกาศให้เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลงไปในก๊าซ NGV เพื่อเพิ่มค่าความร้อนมาแก้ไขปัญหา การออกประกาศนี่แท้จริงแล้วก็เพื่อเอาใจ ปตท.ทำให้ ปตท.ขายก๊าซได้ การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้ถามผู้ใช้ ไม่ฟังผู้บริโภคเลย อย่างนี้สมควรยุบกระทรวงพลังงาน ตั้งกระทรวง ปตท. ไปเลย ดีไหม ?
       
       “การประชุมของคณะทำงานที่บอกว่ามีนักวิชาการจากจุฬาฯ อยู่ด้วย พิจารณาหารือกันอย่างไรถึงออกประกาศมาแบบนี้ ทำไมเอาของดีๆ ไปเติมขยะเข้าไป กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมมือกับ ปตท. เติมก๊าซขยะเข้าไปให้ประชาชนใช้” นายวิโรจน์ วงศ์ธีเรส เลขาธิการสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ตั้งคำถาม
       
       นอกจากนั้นแล้ว ระยะเวลาเตรียมการก่อนจะไปถึงการกำหนดให้อยู่ในมาตรฐานสากล คือ 3% จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน หากไม่มีการตั้งคำถามกับประกาศฉบับนี้ กระทรวงพลังงานจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณา ทบทวนใหม่หรือไม่ ?
       
       คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ “ก๊าซขยะ” ที่ ปตท. เติมลงไป ไม่ใช่ของฟรี งานนี้ ปตท. เอาก๊าซคาร์บอนฯ ของเสียจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาขายให้ปั๊มได้ตังค์ถึงกิโลกรัมละ 5 บาท แล้วปั๊มนำมาขายต่อให้ผู้ใช้ในราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท หากคิดคำนวนจากตัวเลขการเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 18% จำนวน 261,000 ตันต่อปี คิดเป็นเม็ดเงินเข้ากระเป๋า ปตท. ตกประมาณ 1,000 กว่า ล้านบาทต่อปี
       
       ไม่เพียงเท่านั้น ปั๊มยังต้องเป็นผู้ลงทุนติดตั้งเครื่องเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในราคาประมาณ 5 ล้านบาทด้วย หากไม่ติดตั้ง ปตท. ก็จะงดจ่ายก๊าซให้ปั๊มที่ “ไม่มีความพร้อม”
       
       “ประกาศของกรมธุรกิจพลังงานทำให้เกิดปัญหาขึ้นแล้ว ตอนนี้มีปั๊มที่ปตท.ลงทุนแต่ให้เอกชนบริหาร 30 ปั๊ม และปั๊มที่เอกชนลงทุนเองประมาณ 40 ปั๊ม เดือดร้อน ต้องปิดเพราะยังไม่ลงทุนติดตั้งเครื่องเติมคาร์บอนฯ” เลขาธิการสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
       
       การอนุญาตให้เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มากเกินค่ามาตรฐานสากล เพื่อธุรกิจก๊าซของปตท.ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพิ่มโลกร้อน สร้างความเดือดร้อนแก่ปั๊มก๊าซเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความกังวลอย่างใหญ่หลวงในเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย
       
       ชุมพล สายเชื้อ ผู้แทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือส่วนประกอบหนึ่งของก๊าซ NGV หากปริมาณสัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีปริมาณมากในถังเมื่อกระทบกับน้ำในถังอาจทำให้ถึงเกิดการกัดกร่อนได้
       
       ถึงประเด็นนี้ จึงเกิดคำถามและข้อกังวลว่า การกัดกร่อนกี่ปีที่จะทำให้ถังไม่สามารถใช้งานได้ นี่หมายความว่าเรามี “คาร์บอม” ทั้งรถขนส่ง รถยนต์ส่วนตัว วิ่งอยู่ทั่วประเทศ จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้??
       
       อิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมาธิการสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา แสดงความเป็นห่วงว่า ถังก๊าซที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกนำเข้าและใช้มาตรฐานสากลที่ให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่เกิน 3% จึงน่าห่วงว่าเมื่อเวลาผ่านไปประสิทธิภาพและการกัดกร่อนของถังและอุปกรณ์ชุดดัดแปลงเสริมอื่นๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น จะมีผลต่อประสิทธิภาพของรถยนต์ มีผลต่อความปลอดภัยในการขนส่งหรือใช้งานหรือไม่
       
       นอกจากนั้น ประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ยังเป็นการฟอกความผิดให้กับธุรกิจพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สู่บรรยากาศโลก ใช่หรือไม่ ?
       
       ในมุมของผู้บริโภค การเติมก๊าซคาร์บอนฯ ลงใน NGV ทั้งๆ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อ “ก๊าซขยะ” นี้เลย ยังถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอีกด้วย
       
       เมื่อเจอการตั้งคำถามและข้อสงสัยมากมาย นายปุณณชัย ฟูตระกูล ตัวแทนจาก ปตท. ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากหลุมต่างๆ ที่นำมาผลิต NGV มีคุณภาพไม่เท่ากัน แต่เดิมก็นำมาใช้เลยโดยไม่มีมาตรฐานทำให้รถที่เติม NGV ในแต่ละพื้นที่มีปัญหาเพราะค่าความร้อนของก๊าซแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน จึงตัดสินใจเติมก๊าซคาร์บอนฯ ใน NGVเพื่อปรับคุณภาพของก๊าซให้มีความคงที่ไม่ว่าจะเติมจากปั๊มในพื้นที่ไหนก็ตาม
       
       ตัวแทนของ ปตท. ยังยืนยันว่าถังก๊าซที่นำมาใช้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม และก๊าซ NGV ที่นำมาใช้เป็นก๊าซแห้ง ไม่มีน้ำไปทำปฏิกิริยาต่อการกัดกร่อนของถัง อีกทั้งก๊าซแห้งไม่ได้กำหนดค่าคาร์บอนฯ การเติมคาร์บอนฯ 18% ลงใน NGVจึงไม่มีปัญหา และรถที่ใช้เชื้อเพลิง NGV มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ออกมาน้อยกว่ารถที่ใช้น้ำมัน
       
       ส่วนประเด็นราคาขายก๊าซคาร์บอนฯ ที่ปตท.ฟันกิโลกรัมละ 5 บาทจากปั๊มนั้น ก็เพราะว่าปตท.ต้องมีค่าการลงทุน
       
       ยศพงษ์ ลออนวล หนึ่งในคณะนักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ตอบข้อสงสัยในประเด็นการกัดกร่อนของถังก๊าซ NGV ในฐานะที่เป็นผู้วิจัยในเรื่องนี้ว่า หากก๊าซที่อัดลงถังเป็นก๊าซแห้งไม่น่ากังวลว่าจะไปทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดการกัดกร่อน เรื่องนี้ต้องเอาข้อมูลทางเทคนิคมาพูดคุยกัน และถังก๊าซที่ใช้ต้องมีการตรวจสอบสภาพเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยตอบข้อกังวลในเรื่องนี้
       
       หลังการเสวนา แลกเปลี่ยน อย่างเข้มข้น ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปว่า อยากให้กระทรวงพลังงานไปทบทวนประกาศที่ออกมานี้ใหม่ และควรกำหนดมาตรฐานที่สูงขึ้นเพื่อคนส่วนใหญ่ เพราะการออกมาตรฐานอิงตามผู้ประกอบการมีแต่จะทำให้เกิดคำถามจากสังคม ส่วนเรื่องการกัดกร่อนของถังและการอัดก๊าซแห้งที่ว่าไม่ต้องกำหนดค่าคาร์บอนฯ ที่เติมลงไปก็ต้องมีคำตอบให้ชัดเจนว่าจริงหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่ากระทรวงพลังงานมีความสับสนในนโยบาย คือ ด้านหนึ่งเชิญชวนให้ประชาชนใช้ NGV แต่อีกด้านหนึ่งกลับผลักภาระทุกอย่างมาให้ผู้ใช้ อีกทั้งราคาก๊าซซึ่ง ปตท.ผูกขาดแต่เจ้าเดียวมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น
       
       ที่สำคัญ การสร้างโรงแยกก๊าซฯ เพื่อแก้ปัญหาให้ค่าความร้อนมีความเสถียร ปตท.กลับไม่ลงทุน เพราะรัฐบาลยังไม่ประกาศลอยตัวราคา LPG ตามราคาตลาดโลกตามที่ ปตท.ต้องการ

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000111528
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #20 on: August 13, 2010, 08:27:44 AM »

น้ำมันลดอีกรวม3วันดิ่งเกือบ$6-หุ้นมะกันปิดลบจากภาคแรงงาน  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2553 05:06 น.
 
 
       เอเจนซี - ราคาน้ำมันวานนี้(12) ดิ่งลงแรงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน กลับมาแตะระดับ 75 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลทางอุปสงค์สืบเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ขณะที่วอลล์สตรีท ก็ปิดลบเช่นกันหลังพบข้อมูลผู้เข้ารับสิทธิประโยชน์คนว่างงานเพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย
       
       สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบชนิดไลต์สวีตครูตของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 2.28 ดอลลาร์ ปิดที่ 75.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวม 3 วันหลังสุด ปิดลบเกือบ 6 ดอลลาร์เลยทีเดียว ขณะที่เบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลง 2.12 ดอลลาร์ ปิดที่ 75.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       
       "ผีแห่งการถดถอยของเศรษฐกิจโลกกลับมาหลอกหลอนและสิ่งสู่ตลาดน้ำมันอีกครั้ง" อัมริตา เซน นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ส แคปิตอล กล่าว "แม้มีการปรับเพิ่มประมาณการณ์อุปสงค์พลังงานโลก แต่ความหวั่นเกรงต่อภาวะถดถอยในจีนและสหรัฐฯ ได้ดึงสิ่งที่ยังคั่งค้างในอดีตกลับมา" อ้างถึงวิกฤตภาคการเงินที่ก้าวสู่จุดรุนแรงที่สุดในปี 2008และฉุดให้โลกดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย
 

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000112160
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #21 on: August 16, 2010, 06:55:24 AM »

ซาราห์ พอลลีย์ สัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก
วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม 2553




กลางสัปดาห์หน้าจะมีภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์และสยองขวัญเรื่องเยี่ยมเข้าฉายบ้านเราคือ “สปลิซ” หรือ “สัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก”  และยังเป็นการพบกันของพระเอกเจ้าของรางวัลออสการ์ “เอเดรียน โบรดี้” จากเดอะ เปียนิสต์ และนักแสดงสาวฝีมือเยี่ยม “ซาราห์ พอลลีย์” จากมาย ไลฟ์ วิทเอาต์ มี 
   
โดยเฉพาะพอลลีย์ เป็นนักแสดงและผู้กำกับที่มีชื่อเสียงชาวแคนาดา เธอเป็นผู้ที่ชื่นชอบการวิจารณ์ในภาพที่ค่อนข้างจะอ่อนไหว เป็นบาดแผล และความขัดแย้งของผู้หญิง ในภาพยนตร์ที่มีความแตกต่าง 
   
พอลลีย์ เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ปี 2522 ณ เมืองโทรอนโต รัฐออนแทรีโอของแคนาดา ในครอบครัวนักธุรกิจ พ่อของเธอคือไมเคิล  พอลลีย์ เคยร่วมแสดงในหนังกับเธอเรื่อง ดิ แอดเวนเจอร์ ออฟ บารอน มึนเชาเซ่น และทางทีวีซีรีส์เรื่อง โรด ทู อะวอนเลีย อาชีพของซาราห์ที่เป็นนักแสดงเด็ก ถูกยกขึ้นในระดับสูงเมื่อเธอได้แสดงในเรื่องแลนเทิร์น ฮิลล์
   
จากนั้นเธอมีงานแสดงเข้ามามากมายหลายเรื่อง อาทิ ซีเคร็ท ไลฟ์ ออฟ เวิร์ดส์ ประกบ ทิม ร็อบบิ้นส์ และ จูลี คริสตี้  กับเรื่อง เดอะสวีท เฮียร์ อาฟเตอร์  ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นของคอหนังในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์  นอกจากนี้ พอลลีย์ ยังกำกับภาพยนตร์อีกด้วย โดยเรื่องแรกคือ อะเวย์ ฟอร์ม เฮอร์ ทำให้เธอคว้า ทั้งรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมของโทรอนโต และผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในแคนาดา
   
สำหรับภาพยนตร์สัตว์สาว กลายพันธุ์ล่าสยองโลก  เริ่มจาก ไคลฟ์ รับบทโดย เอเดรียน โบรดี้ และเอลซ่า รับบทโดย ซาราห์ พอลลีย์ คือนักวิทยาศาสตร์ระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมีชื่อเสียงจากการตัดต่อดีเอ็นเอของสัตว์ต่าง ๆ เพื่อสร้างลูกผสมแปลกประหลาดข้ามสายพันธุ์วิวัฒนาการ  และอยากพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการตัดต่อดีเอ็นเอมนุษย์ แต่ทว่าผู้สนับสนุนเงินทุนไม่เห็นด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจทดลองแบบลับ ๆ ผลที่ได้คือ เดร็น สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่วงจรชีวิตจากแบเบาะไปสู่ช่วงโตเต็มวัย เป็นไปอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ไม่กี่เดือน
   
ไคลฟ์กับเอลซ่า พยายามเก็บเดร็นไว้เป็นความลับ ขณะเดียวกับที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามและชีวิตที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ก็เปลี่ยนแปรจากเชิงวิทยาศาสตร์ไปสู่ความเป็นส่วนตัว สุดท้ายเดร็น พัฒนาก้าวล้ำเกินกว่าที่ทั้งสองคาดคะเนไว้ในระดับเลวร้ายที่สุด และกลายเป็นฝันร้าย  สุดสยองของพวกเขา ติดตามสัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก เข้าฉาย 19 สิงหาคมนี้.

วิษณุ  ศิริอาชารุ่งโรจน์
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #22 on: August 16, 2010, 09:08:40 PM »

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 ส.ค.53 ดังนี้
       
       รางวัลที่ 1 911097
       
       รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 :911096 และ911098
       
       รางวัลที่ 1 พิเศษของสลากกินแบ่งรัฐบาลกลุ่มที่ 1: ชุดที่ 15
       เลขที่ 911097
       
       รางวัลที่ 1 พิเศษของสลากกินแบ่งรัฐบาลกลุ่มที่ 2: ชุดที่ 55
       เลขที่ 911097
       
       เลขท้าย 3 ตัว : 986,578,448,689
       
       เลขท้าย 2 ตัว : 64
       
        ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งได้ที่ www.glo.or.th
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #23 on: August 17, 2010, 07:32:51 AM »

ระวังกิน "ไข่แมงดาถ้วย" อาจอัมพาตหรือตายได้
 
 เตือนเปิบพิสดาร "ไข่แมงดาถ้วย" มีสิทธิอัมพาตหรือเสียชีวิต แพทย์ตรวจพบสารพิษชนิดเดียวกับปลาปักเป้าในปริมาณสูง ทนความร้อนสูง หลังรับพิษอาการจะปรากฏภายในครึ่งชั่วโมง พบในรอบ 10 ปี ที่ชลบุรีพบผู้ได้รับพิษจากไข่แมงดาถ้วยกว่า 100 ราย ตาย 3 ราย เป็นสถิติสูงที่สุดในโลก


นางนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการจัดทำโครงการอาหารปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคอาหารอย่างปลอดภัยไร้สารพิษอันตรายปนเปื้อน แต่ยังมีอาหารในธรรมชาติที่มีพิษอยู่ในตัวเอง แต่ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจ และเมื่อบริโภคเข้าไปจึงเกิดอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มแมงดาทะเลที่ชาวประมงและชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายทะเลมักนิยมนำมาบริโภค โดยส่วนที่นิยมบริโภคกันมากก็คือไข่ โดยนำมายำกับมะม่วง แกงคั่วสับปะรด บางครั้งนำมาเชื่อมกับน้ำตาลบริโภคเป็นอาหารหวาน

โฆษกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ความปลอดภัยของไข่แมงดาทะเล โดย น.พ.จีรศักดิ์ กาญจนาพงศ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมของโรงพยาบาลชลบุรี พบว่า ในรอบ 10 ปี คือ พ.ศ. 2537-2547 พบผู้ได้รับพิษหลังกินไข่แมงดาทะเลทั้งสิ้น 125 ราย เป็นชาย 99 ราย หญิง 26 ราย เสียชีวิต 3 ราย เป็นอัมพาต 1 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่เป็นชาว จ.ชลบุรี รองลงมาคือ ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ที่ส่วนใหญ่จับแมงดาทะเลได้เอง แล้วนำมาปิ้งหรือย่าง รวมทั้งมีบางรายซื้อมาจากร้านขายอาหารทะเล โดยแมงดาที่กินนั้น ล้วนเป็นแมงดาถ้วยทั้งสิ้น ไม่มีแมงดาจานเลย

"จากการตรวจหาสารพิษของไข่แมงดาทะเลทั้งแมงดาถ้วยและแมงดาจาน โดย ดร.อัธยา กังสุวรรณ นักวิชาการกรมประมง พบสารพิษเฉพาะในไข่ของแมงดาถ้วย ส่วนแมงดาจานไม่พบเลย สารพิษที่พบคือ เตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) และแอนไฮโดรเตโตรโดท็อกซิน (Anhydrotetrodotoxin) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า และสัตว์ทะเลบางสายพันธุ์ เช่น ปลาบู่ กบ หอย ปู ดาวทะเล หมึกบลูลิงค์ ตัวนิวต์ สารพิษนี้ทนทานความร้อนสูงมาก การต้ม ทอด ย่าง หรือปิ้ง ไม่สามารถทำลายพิษได้ จากการตรวจไข่ที่ติดกระดองของแมงดาถ้วยตัวที่ผู้ป่วยรายหนึ่งนำมาให้เมื่อปี 2538 พบว่า มีความเป็นพิษอยู่ในระดับสูงถึง 280 เมาส์ยูนิตต่อกรัม ซึ่งความเป็นพิษและความรุนแรงนี้ จะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น" โฆษกระทรวงสาธาณสุข กล่าว

นางนิตยา กล่าวด้วยว่า ในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแมงดาถ้วยนั้น พบว่าชาวบ้านหลายคนเข้าใจว่าแมงดาถ้วยที่มีพิษ คือแมงดาไฟ หรือเห-รา ถ้าเป็นแมงดามีพิษตัวจะมีสีแดง มีขนและตาแดง ซึ่งความจริงแล้วการดูลักษณะภายนอกไม่สามารถบอกได้ว่าแมงดาถ้วยตัวไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ รวมทั้งมีชาวบ้านหลายคนที่ใช้วิธีทดสอบพิษไข่แมงดาโดยนำไปเทลงในกระทะร้อนๆ ถ้าไข่แมงดาแตกแสดงว่าไม่มีพิษ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะพิษตัวนี้ทนความร้อนสูงมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงขอให้ประชาชนงดการบริโภคไข่แมงดาถ้วย

ทางด้าน น.พ.จีรศักดิ์ กาญจนาพงศ์กุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม โรงพยาบาลชลบุรี กล่าวว่า ช่วงที่พบคนป่วยมากที่สุด คือช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. อาการความเป็นพิษจากไข่แมงดาถ้วยจะปรากฏหลังกินประมาณ 30-60 นาที บางรายอาจนานเป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง แต่มักไม่เกิน 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนพิษที่ได้รับ

สำหรับอาการสำคัญที่พบบ่อย ได้แก่ อาการชารอบปากและลิ้น พบได้ร้อยละ 96 อาการชาที่ปลายมือปลายเท้า พบร้อยละ 91 อาการแขนขาอ่อนแรง ยืน เดินไม่ได้ พบได้ร้อยละ 70 อาจทำให้พูดและกลืนลำบาก หายใจลำบาก ถึงขั้นอัมพาตทั้งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เสียชีวิต และอาการเวียนศีรษะ พบได้ร้อยละ 56 คลื่นไส้อาเจียนพบร้อยละ 49 โดยสาเหตุที่เกิดอาการชาบ่อยที่สุดเนื่องจากพิษเตโตรโดท็อกซินจะออกฤทธิ์ปิดกั้นการทำงานของเซลล์ประสาท ไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนของสารโซเดียมเข้าไปที่ผนังเซลล์เส้นประสาท ทำให้เซลล์ประสาททำงานไม่ได้และยังไม่มียาแก้พิษที่จำเพาะ

“ผู้ที่ได้รับพิษจากแมงดาทะเลเกือบทุกรายจะบอกว่ามีอาการชารอบปาก ชาลิ้น และชาตามปลายมือปลายเท้า บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ถ้ามีอาการแบบนี้หลังจากกินไข่แมงดาทะเล แสดงว่าได้รับพิษเข้าไปแล้ว จะต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะหากช้าอาการอาจจะเป็นมากขึ้น ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลชลบุรีได้พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยไว้พร้อมแล้ว" น.พ.จีรศักดิ์ กล่าว
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #24 on: August 17, 2010, 10:29:14 PM »

“ยาเม็ดปาร์ตี้” สารเสพติดใหม่บุกไทย
วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม 2553 เวลา 21:00 น

สธ.เต้นพบยาเสพติดชนิดใหม่ที่เมืองชลฯออกฤทธิ์ต่อจิต-ประสาท นำเข้าจากต่างปท. เตรียมออกกม.ควบคุม

วันนี้(17ส.ค.) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงข่าวการเตรียมจัดประชุมวิชาการแพทย์ครั้งที่ 18 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค. ที่โรงแรมแชงการีล่าว่า ในงานจะเผยแพร่การตรวจสอบยาเม็ด และยาที่มีลักษณะเป็นแคปซูล  ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ชลบุรี  โดยพบยาดังกล่าวมาจากชาวต่างชาติ ที่มาจัดปาร์ตี้ในประเทศที่ จ.ชลบุรี

นพ.จักรธรรมระบุต่อว่า ยาดังกล่าวมีลักษณะเหมือนยาเม็ดทั่วไปสีเขียว ฟ้า แดง นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นแคปซูล เป็นยาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเหมือนกับยาบ้า ยาอี  และเป็นยาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ทั้ง 3 ประเทศเรียกยาเสพติดชนิดนี้ว่า “ยาเม็ดปาร์ตี้” โดยประกาศเป็นสารควบคุมประเภท 1 ที่มีกฎหมายควบคุม ขณะที่ไทยยังไม่มีการประกาศควบคุมสารเสพติดนี้ เพราะยังไม่มีการระบาดที่ชัดเจน  อย่างไรก็ตามจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ผลักดันออกกฎหมายหรือออกประกาศ ควบคุมยาชนิดนี้ต่อไป.
Logged

Pages: [1] 2 3   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 1.962 seconds with 21 queries.