BigSedan.com
May 22, 2012, 11:19:28 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: 1 2 [3]   Go Down
  Print  
Author Topic: ข่าว ส.ค. 53  (Read 2488 times)
สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #50 on: September 23, 2010, 07:16:27 AM »

 
       สารเคมีย้อมผมรั่ว “สพฉ.” แนะวิธีช่วยเหลือเบื้องต้น เร่งย้ายสู่อากาศบริสุทธิ์
       
       วันนี้ (22 ก.ย.)นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า เมื่อเวลา 09.19 น.ศูนย์สื่อสารสั่งการ “นเรนทร” ได้รับแจ้งข่าวจากศูนย์วิทยุพระราม สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ว่า เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลภายใน บริษัท บิวตี้ โปรเฟสชันนอล จำกัด เลขที่ 8/293 หมู่บ้านเซนเตอร์เพลส ถ.รามคำแหง ซอย 104 แขวงและเขตสะพานสูง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้น 4 ของอาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดเก็บสินค้ายาย้อมผมของทางบริษัท ที่เตรียมส่งออกจำหน่าย โดยมีสินค้าอยู่ในบริเวณดังกล่าวกว่า 1,000 กล่อง
       
       นพ.ชาตรี กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากสถานีพระโขนง ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณด้านในอาคารแล้ว พบว่า สารเคมีที่รั่วไหลเป็นสารเคมีที่นำมาเป็นส่วนผสมของน้ำยากัดสีผม สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ (Hydroperoxide CAS No. 7722-84-1 UN/ID NO. 2984, 2015) ใช้สำหรับกัดสีขน หรือเส้นผม รวมทั้งได้เข้าไปตรวจเช็กความร้อน ว่า สารเคมีดังกล่าวมีความรุนแรงถึงขั้นติดไฟหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถฉีดน้ำไปยังจุดเกิดเหตุได้ เพราะการฉีดน้ำจะทำให้มีควันเพิ่มมากขึ้น และอาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางความร้อนจนเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นไหม้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีประชาชนสูดดมสารเคมีดังกล่าว และได้รับอันตรายหรือไม่
       
       นอกจากนี้ นพ.ชาตรี กล่าวต่อถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) ว่า หากผู้ป่วยหายใจเข้าไป ให้รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์โดยด่วน และถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยเหลือด้วยการผายปอด หรือถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจน และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที นอกจากนี้ หากสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมาก หรือหากสัมผัสถูกตา ให้ใช้นิ้วถ่างแยกเปลือกตาออก และล้างตาทันทีด้วยน้ำเย็นอย่างน้อย 15 นาที อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบเหตุสามารถโทร.แจ้ง หรือขอคำแนะนำได้ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โทร.1669

 
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #51 on: September 25, 2010, 07:04:26 AM »

สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาไข้หวัดใหญ่‏

สมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่   

1. ฟ้าทะลายโจร : มีคุณสมบัติช่วยให้เชื้อโรคเกาะเซลล์ได้น้อยลง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีฤทธิ์ในการยับยั้งการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ

2. ขิง : ทำให้เชื้อโรคลดจำนวนลงได้เร็วขึ้น   ( ขิงมีฤทธิ์ร้อน )
 
3. โป๊ยกั๋ก :  มีสารสำคัญที่เป็นสารตั้งต้นของยาต้านไวรัส ( ยาทามิฟู )  อาหารที่มีโป๊ยกั้ก เช่น ก๊วยจั้บน้ำข้น , พะโล้ต่างๆ
 
4. กระเทียม : ได้ทั้งกระเทียมสดและกระเทียมดอง

5.สาระแหน่
 
การป้องกันร่างกายไว้ก่อน โดยการสร้างภูมิคุ้มกัน

1. นอนให้เพียงพอ  : 8 ชม.ต่อวัน
2. ออกกำลังกาย   : วันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน
3. ล้างมือจากปลายนิ้วถึงข้อศอกด้วยสบู่   : ช่วยได้มาก
4. ทานวิตามินซี และ ผลไม้รสเปรี้ยว
5. เติมคอลลาเจนให้กับเม็ดเลือดขาวบ้าง : เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

    คอลลาเจน  คือโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนังของร่างกาย  ทำงานร่วมกับอีลาสติน เมื่ออายุ 20 ปี  คอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มสลายไป  นอกจากนี้อนุมูลอิสระต่างๆ จะทำให้จำนวนคอลลาเจนลดลงด้วย
 
    เพิ่มคอลลาเจนให้กับร่างกายโดยรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต่าง  :
     ทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน (สารสีเหลือง)  เช่น แครอท มะละกอ
     ทานอาหารที่มีวิตามินซี  เช่น ฝรั่ง มะนาว มะขามป้อม
     ทานอาหารที่มีวิตามินอี                         
                 
6. ทานกระเทียมทุกวัน

การติดต่อ

เชื้อโรคที่ติดตามชั้นน้ำมันเคลือบผิวหนังที่ผิวหนังและฝ่ามือ ( นี่คือ เหตุผลว่าถ้าล้างมือด้วยน้ำเปล่า เชื้อโรคจะไม่หลุดจากมือ  ต้องล้างด้วยสบู่ซึ่งจะพาเอาสิ่งสกปรกในชั้นน้ำมันเคลือบผิวหนังรวมทั้ง เชื้อโรคออกไปกับน้ำด้วย )  หลังจากเราเอามือไปจับลูกบิดประตู  ขึ้นรถเมล์ เปิดประตูตามห้าง

เมื่อเอามือไปขยี้ตา  แคะจมูก จับหน้าตัว หรือผิวหน้าคนอื่น  เช่น เด็ก ๆ  จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ ร่างกายได้ทางตา จมูก ปาก    ซึ่งหนทางเข้าสู่ร่างกายของเชื้อโรคนี้  เข้าได้ง่ายกว่าการได้รับ จากการหายใจด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ล้างมือบ่อยๆ ถึงข้อศอก  จะช่วยได้

อาหารแนะนำในช่วงนี้

แกงเลียง  แกงส้ม  ต้มยำ  ยำปลาทู   เพราะมีสมุนไพรมาก  ทั้งขิง  หอมแดง กระเทียม ก๊วยจั๊บน้ำข้น  ไข่พะโล้   ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารที่ใส่โป๊ยกั๊กอื่นๆ น้ำขิง  น้ำตะไคร้  น้ำเห็ดหลินจือ



อย่าลืม " กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ  ใส่หน้ากากอนามัย "

 

ข้อมูลจาก เภสัชกรของรพ.อภัยภูเบศร์ 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #52 on: September 28, 2010, 09:38:22 PM »

“เซ็นทรัลเวิลด์”เปิดวันแรกยิ่งใหญ่
วันอังคาร ที่ 28 กันยายน 2553 เวลา 12:54 น
   
“เซ็นทรัลเวิลด์” เปิดบริการยิ่งใหญ่ ลูกค้าทะลัก คาดวันแรกคนเห่อเดินเรือนแสน

วันนี้ (28 ก.ย.) นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น เปิดเผยระหว่างการเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 28 ก.ย.53 หลังจากปิดให้บริการนานกว่า 4 เดือน หลังเกิดเหตุจลาจลทางการเมืองตั้งแต่เดือน พ.ค. ว่า เซ็นทรัลเวิลด์ได้ทุ่มงบ 150 ล้านบาท จัดงานฉลองการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อ "วี เลิฟ เซ็นทรัลเวิลด์" พร้อมกันนี้ได้เชิญ นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่า กทม. ให้เกียรติมาเป็นประธาน ร่วมเปิดงาน พร้อมด้วยพันธมิตรร้านค้าจำนวนมาก และเหล่าเซเลบชื่อดังของไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมด้วยนักแสดงชื่อดัง อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ มาร่วมเปิดงาน ขณะเดียวกัน ยังมีเหล่าบรรดาแฟนคลับเซ็นทรัลเวิลด์เข้าคิวรอศูนย์การค้าเปิดบริการตั้งแต่ 09.00 น. จำนวนหลายร้อยคน

นายกอบชัย กล่าวต่อว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการประมาณ 80% ของพื้นที่ทั้งหมด คาดว่า วันแรกที่เปิดจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า 100,000 คน และในปัจจุบันบริษัทประกันภัยอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายทั้งหมด จากปัจจุบันได้ทำประกันไว้ทั้ง 2 รูปแบบ ทั้งประกับแบบ All Risk วงเงิน 16,000 ล้านบาท และประกันก่อการร้าย 3,500 ล้านบาท รวมวงเงินมากกว่า 20,000 ล้านบาท คาดว่า ในสิ้นปีนี้ หรือต้นปี 54 จะได้รับเงินชดเชยความเสียหายทั้งหมดได้ และทำให้รายได้รวมของเซ็นทรัลเวิลด์ในสิ้นปีนี้ อยู่ที่ 200-300 ล้านบาท นอกจากนี้ ในสิ้นปี 53 หลังจากศูนย์การให้บริการอย่างเต็มพื้นที่ 100% จะทำให้ในกลางปี 54 เซ็นทรัลเวิลด์กลับมามีรายได้ตามปกติ 500-600 ล้านบาท และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อวัน 150,000-200,000 คน

ทั้งนี้ ในเวลา 09.59 น. ที่ศูนย์การค้าเปิดประตูครั้งแรก ก็มีประชาชนต่างเดินไปเข้าแถวรอซื้อบัตรของขวัญ มูลค่า 1,000 บาท และสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงสุด 2,000 บาท ทำให้ประชาชนต่างแห่เข้าไปรอแถวยาวเหยียดหลายร้อยคน เพื่อไปซื้อบัตรของขวัญด้วย.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #53 on: September 29, 2010, 08:22:10 AM »


อย่าเคยชิน"อันตราย" "ใช้ยาด้วยตนเอง" "ผลร้าย"มีเกินคาด!
วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553 เวลา 0:00 น
 
การ “ใช้ยาด้วยตนเอง” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการปฏิบัติกันทั่วไป ซึ่งหลายคนทำจนเคยชินด้วยเห็นว่าสะดวก ประหยัดกว่าการไปหาหมอ แต่ในบางกรณีอาจเป็นความ “เสี่ยง” อย่างมาก ซึ่งในงานสัมมนา “เปิดผลการสำรวจเกี่ยวกับการใช้ยาด้วยตนเอง เพื่อควบคุมความเจ็บปวดเรื้อรังในเอเชีย (Asian survey on Self-medication for Chronic pain) ซึ่งสนับสนุนโดย บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ณ กัวลาลัมเปอร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ มาเลเซีย ก็มีข้อมูลบ่งชี้
   
นพ.อเล็กซ์ เหยา โซ-นัม ประธานสมาคมความปวดแห่งประเทศสิงคโปร์ ประธานสถาบันความปวดโลกประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ปรึกษาด้านการจัดการกับความปวดของ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศสิงคโปร์ ระบุในงานสัมมนาว่า...จากการสำรวจออนไลน์ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,220 คน ทั้งคนจีน คนไต้หวัน คนไทย พบว่า ประเภทความเจ็บปวดของ 3 กลุ่มนี้แตกต่างกัน โดยชาวจีน และไต้หวัน จะประสบกับอาการปวดหัวบ่อย ๆ และไมเกรนมากที่สุด รองลงมาคือปวดหลัง ส่วน คนไทยจะมีอาการปวดหลังมากที่สุด รองลงมาคือ ปวดหัวบ่อย ๆ และไมเกรน และ คนไทยมีความอดทนในความเจ็บป่วยเรื้อรังน้อย  ที่สุด
   
ผลการสำรวจลักษณะการรักษาเมื่อเผชิญกับความเจ็บปวดเรื้อรัง ชี้ว่า กว่า 60% ของผู้ตอบคำถามชาวจีน ไต้หวัน และชาวไทย ซื้อยากินเอง เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด โดยไม่ได้มีการปรึกษาหมอ   
   
ในส่วนของความตระหนักถึงผลข้างเคียงของการใช้ยา คนส่วนมากรับทราบและรับรู้ว่ากลุ่มยาแก้ปวดมีผลข้างเคียงต่อไต แต่มีผู้ตอบคำถามเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่รู้ว่า กลุ่มยาแก้ปวดมีผลต่อการเป็นแผล เลือดออกในท้องและลำไส้ ทั้งนี้ นอกเหนือจากผลข้างเคียงต่อไตแล้ว ยาแก้ปวดยังมีผลข้างเคียงอีกหลายอย่าง อาทิ ผลข้างเคียงต่อตับ, อาการแพ้ต่าง ๆ, ระบบย่อยอาหาร, เวียนหัว และผื่นคัน
   
สำหรับวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก บ้างก็รักษาด้วยการซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ และซื้อยาตามร้ายขายยาทั่วไป โดยการใช้การแพทย์ทางเลือก ก็เช่น การใช้ยาสมุนไพรต่าง ๆ รักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจให้เหตุผลว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม อาจมีความเข้าใจที่ผิดพลาดว่ายาทางเลือกมีความปลอดภัย 100% หรือกินแล้วไม่ติด
   
บทบาทของหมอยังมีน้อยมาก ร้อยละ 27.3 ของผู้ตอบคำถามทั้ง 3 ประเทศ ไม่เคยไปหาหมอเลย ร้อยละ 47.9 เลิกหาหมอไปแล้ว และ 3 ใน 4 ของผู้ตอบคำถาม ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของหมอระหว่างการทำสำรวจ โดยมีจำนวน 3 ใน 5 ของผู้ตอบคำถาม ที่ยอมรับว่าเคยใช้ยาบางประเภท ส่วน สาเหตุหลักที่ผู้ป่วยไม่ไปหาหมอ คือคิดว่าความเจ็บป่วยนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการได้เอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
   
ผู้ตอบคำถามชาวจีนร้อยละ 28.4 มีประสบการณ์จากผลข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มยาแก้ปวด ขณะที่ร้อยละ 35 ของชาวจีน ชาวไต้หวัน และร้อยละ 12.4 ของคนไทย ไม่เคยรู้เลยว่าเคยมีอาการข้างเคียงจากยาแก้ปวดหรือไม่ ทั้งนี้ ความเจ็บปวดในช่องท้องและลำไส้เป็นผลข้างเคียงสามัญซึ่งพบมากที่สุดในกลุ่มผู้ตอบ แบบสอบถามซึ่งเคยได้รับผลข้างเคียง ดังนั้น เป็นที่สรุปได้ว่ายังคงมีความเชื่อที่จำกัดเกี่ยวกับผลข้างเคียงในหมู่ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่การ บรรเทาความเจ็บปวดที่ไม่ปลอดภัยเพียงลำพัง และใช้ยาอื่น ๆ ผสมรวมกัน
   
“นอกจากเจ็บปวดในช่องท้องและลำไส้ที่พบมากแล้ว ยังมีอาการผลข้างเคียงอื่น ๆ อีกมาก อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน, หน้ามืด ปวดหัว, มึนงง, มีอาการแพ้ เช่น ผื่นคันต่าง ๆ และใจสั่น ในเมื่อกลุ่มยาแก้ปวดซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้กันเองอย่างแพร่หลาย มีผลข้างเคียง ดังนั้น วิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่ถูกต้อง ไม่ว่า จะเป็นปวดหัว ไมเกรน ข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ หรืออื่น ๆ ควรปรึกษาหมอทุก 2-3 เดือน ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ตาม จะเป็นวิธีที่ดี ที่ปลอดภัยที่สุด” ...นพ.อเล็กซ์ระบุ
     
ด้าน ศ.ฟรานซิส กา-เหลียง ชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ บำบัด หัวหน้าหน่วยระบบทางเดินอาหารและตับ และรองคณบดีทางคลินิก แห่งมหาวิทยาลัยไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง กล่าวในงานสัมมนาว่า... การมีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ แล้วไม่ไปหาหมอ แต่ซื้อยากินเอง เป็นสิ่งที่ผิด ที่ถูกต้องคือต้องหาหมอ และติดตามผลทุก ๆ 2-3 เดือน ซึ่ง ยาประเภทกลุ่มแก้ปวดมีผลข้างเคียง บางคนก็เลือดออกในกระเพาะอาหาร และยังมีผลต่อหัวใจ และระบบทางเดินอาหารอีกด้วย ดังนั้น เรื่องการปรึกษาแพทย์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
   
ทั้งนี้ ศ.นพ.โก๊ะ เคียน ลี หัวหน้าหน่วยระบบทางเดินอาหารและตับ และหัวหน้าฝ่ายการส่องกล้องในระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยการแพทย์มาลายา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานการสัมมนาครั้งนี้ ก็ได้อธิบายเพิ่มเติม พร้อมทั้งชี้ว่า...   ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดด้วยตนเอง ถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ และทำให้สังคมโดยรวมเกิดการสูญเสียงบประมาณค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก 
   
“ใช้ยาด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาหมอ” มีความ “เสี่ยง!!”
คนไทยอย่าประมาท...อาจมีผลเสียร้ายแรงเกินคาด!!.

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=23&contentId=94799
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #54 on: September 29, 2010, 08:27:19 PM »

พัน-ผูก แบบแอร์เมส
วันพุธ ที่ 29 กันยายน 2553 เวลา 0:00 น
 
“แอร์เมส” รังสรรค์ผ้าพันคอลิมิเต็ด  อิดิชั่น ออกมาเอาใจสาว ๆ ทั่วโลกให้ พัน-ผูก ผ้าพันคอสวยในแบบต่าง ๆ พร้อมเพิ่มความสนุกสนานมากขึ้น ด้วยการนำทีมประกอบไปด้วยช่างภาพชื่อดังจากอังกฤษ แมทท์ เออร์วิน, ดีน แลงลีย์ อาร์ตไดเร็คเตอร์ และ ฟรานเซสกา เบิร์นส สไตลิสต์  เดินทางไปกับผ้าพันคอแอร์เมสกว่า 250 ผืน ตระเวนถ่ายภาพวัยรุ่น 4 เมืองใหญ่ ได้แก่ นิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีสและโตเกียว ที่เพลิดเพลินกับการใช้ผ้าพันคอแอร์เมสในกิจกรรมต่าง ๆ
   
การตระเวนถ่ายภาพในครั้งนี้ เพื่อคัดเลือกนำมารวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือผ้าพันคอแจกจ่ายให้กลุ่มวัยรุ่น และลูกค้าแอร์เมสทั่วโลก รวมถึงนำมาลงใน www. jaimemoncarre.com ใครสนใจจับจองผ้าพันคอแอร์เมส ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีจำกัดถึง 16 ต.ค. 2553 นี้เท่านั้น ที่ร้านคอลแลต ซังออนอเร่ กรุงปารีส.
Logged

jokerzero
sho
*
Offline Offline

Posts: 16


WWW
« Reply #55 on: September 30, 2010, 06:44:13 PM »

ศีรษะล้านไม่ใช่ปัญหา ถ้าช่วยความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง


บีบีซี นิวส์ ออนไลน์ - นักวิทยาศาสตร์สหรัฐ เสนอผลการวิจัยพบว่าผู้ชายที่เส้นผมบางตั้งแต่อายุเพียง 30 ปี มีโอกาสน้อยลงที่จะเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยการแพทย์วอชิงตัน นำผลการวิจัยนี้ออกเผยแพร่ผ่านวารสารมะเร็งระบาดวิทยา โดยศึกษาจากผู้ชาย 2,000 คนอายุระหว่าง 40-47 ปี พบว่า ผู้ชายจำนวนครึ่งหนึ่งเป็น มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกันระหว่างคนที่เริ่มศีรษะล้านตั้งแต่อายุ 30 ปีกับผู้ที่ไม่มีปัญหาศีรษะล้านในช่วงอายุดังกล่าว พบว่าคนที่ศีรษะล้านตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงประมาณ 29-45%

นักวิจัยเชื่อว่า ผู้ชายในวัย 30 ปี จะมีประมาณ 25-30% ที่เริ่มผมบาง อาการผมบางหรือศีรษะล้านมีสาเหตุมาจากรูขุมขนของเส้นผมบนหนังศีรษะได้รับสาร เคมีที่ผลิตขึ้นจากฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโตสเตอโรนมากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนเพศชายสูงๆ จะมีโอกาสศีรษะล้านได้มากกว่าผู้ชายที่มีฮอร์โมนชนิดนี้น้อยกว่า

โดยปกติของการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะให้ยาที่ช่วยลดฮอร์โมนเพศชาย เพราะถ้าปล่อยให้ฮอร์โมนนี้มีมากก็จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าฮอร์โมนเพศชายมีมากตั้งแต่ในช่วงวัยหนุ่มก็อาจจะเป็นผลดีต่อการป้องกันมะเร็ง แต่ผลเสียก็คือศีรษะล้าน

นักวิจัยบอกว่า ถ้าผลการวิจัยนี้ได้รับการพิสูจน์มากขึ้นว่าเป็นจริง ก็จะทำให้วงการแพทย์มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชายที่มีผลต่อ เนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ในร่างกาย

ขณะที่ นพ.อลิสัน รอสส์ จากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่ง สหราชอาณาจักร เตือนว่า ผลการวิจัยก่อนหน้านี้ให้ผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยล่าสุด และเชื่อว่างานวิจัยมีน้ำหนักอ่อนเกินไป เพราะเลือกถามคนในวัย 40-70 ปีให้นึกย้อนไปในอดีตว่าเมื่ออายุ 30 มีอาการเส้นผมบางหรือไม่ ซึ่งยังไม่ใช่การเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ


สนับสนุนเนื้อหา
 
คำที่เกี่ยวข้อง  :  ฮอร์โมนเพศชาย     ศีรษะล้าน     หัวล้าน     มะเร็งต่อมลูกหมาก     ผมร่วง      มะเร็ง
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #56 on: October 01, 2010, 09:31:38 AM »

HSBC แนะนำเครื่องบริการธนาคารอัตโนมัติ “3 อิน 1” (ข่าวประชาสัมพันธ์)
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กันยายน 2553 16:36 น.
 
 
       ธนาคารเอชเอสบีซี แนะนำเครื่องบริการธนาคารอัตโนมัติ “3 อิน 1” ใหม่ล่าสุด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรวดเร็วแก่ลูกค้าในการทำธุรกรรมด้วยตนเอง โดยเครื่องบริการธนาคารอัตโนมัติ สามารถให้บริการฝากเงินสด ถอนเงินสด และชำระบัตรเครดิตได้ในเครื่องเดียว สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าบัตรเครดิตจะได้รับวงเงินในบัตรเครดิตคืนทันทีที่สิ้นสุดการทำรายการ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถใช้บริการธนาคารอัตโนมัติได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ณ อาคารสำนักงานใหญ่ของเอชเอสบีซี

 
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #57 on: October 01, 2010, 09:34:20 AM »

'กางเกงขาม้ารีเทิร์น' ได้เวลาสาวกเตรียมปัดฝุ่นนำมาใส่อีกครั้ง!
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กันยายน 2553 13:45 น.
 
 
  >> ยุคนี้ถ้าหากใครไม่แต่งตัวในแบบย้อนยุค หรือที่เรียกกันทั่วโลกว่า "วินเทจ สไตล์" และถ้าจะให้เก๋ตามประสาคนไทยก็ต้องพูดว่า "วินเทจ จะตาย" ก็คงกลายเป็นคนตกเทรนด์เอาได้ง่ายๆ เพราะนับวันรูปแบบเครื่องแต่งกายที่เคยฮิตในอดีตนั้นถูกดีไซเนอร์ ขุดเอามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่ กลายเป็นสไตล์สุดเก๋สำหรับสาวสมัยใหม่กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นลายขวางสไตล์กะลาสีเรือ ลายจุดโพลก้าด็อต หรือแม้แต่จะเป็นกางเกงเอวสูง กระโปรงยาวคลุมข้อเท้าแม็กซี่เดรส หรือแม้แต่เสื้อไหล่ตั้ง แฟชั่นสุดฮิตจากยุค 80's ก็ล้วนถูกนำมาปลุกกระแสให้ฮิตขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น
       
       ในเมื่อนาฬิกากำลังหมุนย้อนไปตามกระแสวินเทจแล้วจะผิดอะไรถ้าสาวๆ ที่เคยชินกับการสวมใส่กางเกงขาลีบทรงสกินนี่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติกลายเป็นมาสวมกางเกงทรงสบายๆ แต่ยังคงความเก๋ กับทรงขาม้า ขาบาน ขากระดิ่ง แบบสาวฮิปปี้ในยุค 70's กันอีกครั้ง
       
       งานนี้ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมาลอยๆ เพราะแม้แต่แบรนด์ของเจ้าแม่แฟชั่นอย่าง "วิคตอเรีย เบ็คแฮม" ก็ยังทำกางเกงยีนส์ขาบานสำหรับสาวๆ กับเขาด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่แบรนด์ดังจากฝรั่งเศส "โคลเอ้" ก็ร่วมวงด้วยเช่นกัน ส่วนแบรนด์ Twenty8twelve ของดาราสาว "เซียนา มิลเลอร์" ก็ออกแบบกางเกงยีนส "บูธคัต" ทรงขากว้างเกาะกระแสมาติดๆ :: Report by FLASH
       
       
       >> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net
 
 
 http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000136416

 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #58 on: October 01, 2010, 09:37:22 AM »

บริหารหนังศีรษะป้องกันผมร่วงด้วยวิธีโยคะ!  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กันยายน 2553 13:45 น.
 
 
       >> ศาสตร์แห่งการออกกำลังกายด้วย "โยคะ" สามารถบำรุงฟื้นฟูได้หลายอย่างของร่างกาย ซึ่งไม่เว้นกระทั่งการดูแลเส้นผมที่เราสามารถนำศาสตร์โยคะมาทำให้ "เส้นผมแข็งแรง" ด้วยท่าต่างๆ ดังนี้
 
       :: ท่าจิกผม
       เป็นการบริหารหนังศีรษะและรากผม คือ การนั่งขัดสมาธิ มือกำผมตรงบริเวณโคนผม หายใจเข้า ดึงผมแรงๆ (ถ้าเป็นผมด้านหน้าให้ดึงไปทางด้านหลัง ถ้าเป็นผมด้านหลังให้ดึงมาทางด้านหน้า) หายใจออก แล้วดึงเส้นผมค้างเอาไว้ แล้วนับ 1-10 หายใจปกติ หายใจเข้า ค่อยๆ คลายมือออกจากเส้นผม หายใจออก กำผมแล้วดึงให้ทั่วหนังศีรษะ ให้ดึงผมทีละส่วน โดยเริ่มจาก ด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ดึงให้ทั่วศีรษะ การดึงผมจะไปกระตุ้นหนังศีรษะและรากผม เลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณหนังศีรษะและรากผมได้มากขึ้น ทำให้รากผมแข็งแรง เส้นผมเป็นเงางาม ผมไม่หลุดร่วงง่าย และยังทำให้ผมไม่หงอกก่อนวัยอีกด้วย การบริหารหนังศีรษะและรากผมนี้ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

       :: ท่าก้มตัว
       ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณหนังศีรษะได้มากขึ้น และทำให้เส้นผมแข็งแรง วิธีปฏิบัติคือ ยืนกางขา เปิดปลายเท้าออก มือประสานกันไว้ด้านหน้า หายใจเข้าลึกๆ หายใจออก ค่อยๆ ก้มลำตัวลงไป จนมือทั้งสองข้างแตะพื้นด้านหน้า ระดับมืออยู่ในแนวเดียวกับปลายเท้า ค่อยๆ โค้งศีรษะลง ถ้าใครก้มได้มากกว่านี้ สามารถวางมือลงไปแตะที่พื้นได้ แล้วทิ้งศีรษะลง ค้างท่า นับ 1-10 หายใจปกติ กลับท่า หายใจเข้า เลื่อนมือไปหาขา ค่อยๆ ไล่มือขึ้น หายใจออก แขม่วท้อง ซึ่งท่านี้นอกจากจะช่วยเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ ยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหลัง ลดไขมันและกระชับกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก บริหารกล้ามเนื้อขา ลดไขมันและเซลลูไลต์บริเวณขาด้วย สามารถทำได้ทุกวัน
       
       ถ้าอยากให้ผมสวย ลองบริหารร่างกายด้วยโยคะ 2 ท่านี้เป็นประจำ จะช่วยทำให้ผมแข็งแรงและเงางาม แต่ถ้ายังไม่สวยทันใจ ลองเลือกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นตัวช่วยดูเพื่อให้ผมคุณดูดีขึ้นได้แบบง่ายดาย ทำให้เรือนผมของสาวๆ ทั้งมีประกายสวย และมีสีสันที่ช่วยขับใบหน้าให้ดูโดดเด่น ทำให้คุณสะบัดผม อวดความสวยชนิดที่ใครก็ต้องเหลียวมอง...
 
       1. ออริเฟลม เนเชอร์ แฮร์ แคร์ โคโคนัต แอนด์ ไรซ์ มิลก์
       ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ที่สกัดจากมะพร้าวและน้ำนมข้าว สำหรับผมต้องการ การบำรุง ล้ำลึก เพื่อเส้นผมนุ่ม สลวย เป็นเงางาม มีทั้งแชมพู คอนดิชั่นเนอร์ แฮร์ มาส์คที่ตรงเข้าบำรุงเส้นผมได้อย่างล้ำลึกและฮอตออยล์ ที่เพียงแช่หลอดในน้ำร้อนโดยไม่ต้องเปิดฝาเป็นเวลา 1 นาที จากนั้นชโลมฮอตออยล์ให้ทั่วนวดศีรษะแล้วล้างออก ก็ช่วยให้เส้นผมดูมีน้ำหนักและเงางาม จาก ออริเฟรม

 
 
 
 
       2. Gentle Mistletoe Shampoo
       แชมพูที่อุดมด้วยสารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาตินานาชนิดที่ช่วยระงับอาการติดเชื้อของหนังศรีษะ ทั้งยังบรรเทาอาการคัน แพ้ง่ายด้วย เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เส้นผมตั้งแต่รากจรดปลาย ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หนังศรีษะรู้สึกสบายทั้งบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับหนังศรีษะ และให้ผมนุ่มสลวย เป็นเงางาม ราคา 1,800 บาท จาก Anne Semonin
 
       3. ช็อกโก พาร์เฟ่ต์ คอลเลกชั่น
       ครีมเปลี่ยนสีผมที่ให้เฉดสีแบบ 3 มิติ ช่วยให้ผมเปล่งประกายมีมิติ แนะนำ 3 เฉดสีสุดฮิตจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ช็อกโก พาร์เฟ่ต์ สีบลอนด์เข้มประกายทองเหลือบมะฮอกกานี, เมเปิล สีบลอนด์อ่อนประกายทองแดงเหลือบทอง และคาราเมล ชิก สีบลอนด์อ่อนประกายทอง พร้อมให้สัมผัสนุ่มชุ่มชื่นหลังการทำสีผมด้วย Nuance Up Treatment ราคา 295 บาท จาก เฟเรีย ทรีดี คัลเลอร์

 
 
 
 
       4. ดีไซน์ เพาส์
       ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอเมริกา เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลการจัดแต่งทรงผมในรูปแบบที่โดดเด่นล้ำสมัย กับ 4 สูตรเฉพาะ ได้แก่ เมสซี่ คูเทียว แว็กซ์สำหรับทรงผมสั้นหรือซอย, โกลว์ ทู พีซเซส แวกซ์ เพื่อเส้นผมเป็นประกายเงางาม, ลูสลี่ ดีไฟน์ ครีมสำหรับผมดัดหรือผมหยักศกธรรมชาติ และโก บิ๊ก มูส เพื่อความอยู่ทรงยาวนานเป็นพิเศษ ราคา 250-320 บาท จาก แมทริกซ์

 
 
 
 
       5. เพียว บิวตี้ ทรีตเมนต์ แฮร์แคร์
       เพื่อการดูแลเส้นผมของสาวเอเซียและผู้หญิงทำงานสมัยใหม่ เหมาะสำหรับผมแห้งเสีย ด้วยส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากเมล็ดดอกคามิเลียชั้นเลิศจากประเทศญี่ปุ่น อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี ผสานคอนดิชั่นเนอร์ปรับสภาพเส้นผมอย่างแพนทีนอล (วิตามินบี 5) เพิ่มน้ำหนักให้กับเส้นผม แมพูและคอนดิชั่นเนอร์ ราคา 225 บาท แฮร์มาสก์และเอสเซนต์ วอเตอร์ ราคา 180 บาท จาก วัตสัน

 
 
 
 
       6. พิกเซล คัลเลอร์ ครีม
       ครีมเปลี่ยนสีผมที่ให้สีผมสวยตรงตามความต้องการด้วยเทคโนโลยีคอมพลีตแคปซูลที่จะช่วยให้มีกลิ่นหอมและไม่ฉุนขณะทำ อีกทั้งยังให้ประกายสีผมเงางามด้วยโอเมก้าออยล์ และผมนุ่มลื่นด้วยเลซิตินที่ช่วยปิดเกล็ดผมให้เรียบสนิท จาก Lolane :: Text by FLASH
       
       
       >> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net
http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000136362

 
Logged

jokerzero
sho
*
Offline Offline

Posts: 16


WWW
« Reply #59 on: December 15, 2010, 06:12:55 PM »

 
อาหารต้านเซลลูไลท์


ไขมันใต้ผิวหนังดูคล้ายผิวเปลือกส้ม เซลลูไลท์ มักคืบคลานเข้ามาแฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ ครั้นพอสังเกตเห็นหรือสัมผัสถึงความขรุ ขระของเจ้า ก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว ข้อเสนอแนะต่อไปนี้จะช่วยคุณกำจัดเจ้าเซลลูไลท์ได้ด้วยวิธีง่ายๆ นั่นคือการใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ควบคู่ไปกับการออก กำลังและดูแลสุขภาพเท่านั้นเอง


กินอาหารกระชับผิว
เน้นกินผักผลไม้สดเอาไว้ให้มาก เพราะวิตามินซีและวิตามินอีนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น

เสริมสร้างการไหลเวียน
การกินอาหารที่มีกรดไขมัน รวมทั้งน้ำมันปลา ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมัน ก็จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตได้

หมั่นกินอาหารโปรตีนไขมันต่ำเป็นประจำ
เซลลูไลท์เป็น เซลที่สะสม ของเหลวได้มากกว่าเซลล์ทั่วไป จึงมีทั้งของเหลว ไขมัน และสารพิษอยู่ ทำให้ระบบการไหลเวียน ของโลหิตกับน้ำเหลืองไม่คล่องตัว ซึ่งสารอัลบูมินที่มีอยู่ในอาหารกลุ่มโปรตีนไขมันต่ำจำพวกถั่วสามารถช่วยลด ระดับของเหลวนี้ได้ อย่าลืมอาหารรสเค็มลงด้วยค่ะ

ลดอาหารมันและหวาน
อาหารทั้งมันทั้งหวานนั้นจะไปเพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังของคุณหย่อนยานลง เกิดริ้วรอย และยิ่งเป็นอาหารที่มันเยิ้ม และหวานเจี๊ยบก็ยิ่งจะไปเพิ่มแคลอรีให้กับร่างกายด้วย ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นพึงนึกไว้เสมอว่าเซลลูไลท์ก็คือไขมันธรรมดาๆ นั่นเอง

เพียงเท่านี้คุณก็จะปราศจากเซลลูไลท์ที่คอยรบกวนตัวคุณสาวๆ ได้อย่างง่ายดายค่ะ

 

ข้อมูลจาก 
 
คำที่เกี่ยวข้อง : สุขภาพ   อาหารเพื่อสุขภาพ   อาหารต้านเซลลูไลท์   เซลลูไลท์   
Logged

Pages: 1 2 [3]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.155 seconds with 21 queries.