BigSedan.com
May 22, 2012, 11:20:02 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: 1 [2] 3   Go Down
  Print  
Author Topic: ข่าว ส.ค. 53  (Read 2488 times)
สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #25 on: August 18, 2010, 07:47:28 AM »

ซื้อตุ๊กแกตัว 2 แสน
วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม 2553 เวลา 8:19 น

ตรังเปิดตลาดนำส่งมาเลเซียทำยาโรคเอดส์

"ตุ๊กแก" ถึงคราวซวย หลังเกิดข่าวสะพัดทางภาคใต้ พ่อค้ามาเลย์กว้านซื้อราคาสูง หากตัวใหญ่น้ำหนักถึง 1 กก. จ่ายทันที 2 แสน ที่เหลือลดหลั่นกันไป อ้างนำ “หาง” ไปสกัดยาต้านเอดส์ มะเร็ง ชาวบ้านแห่จับหารายได้เสริม ตรวจสอบเบอร์ทางเน็ต พ่อค้าหัวใสไม่ยอมให้ข้อมูล แถมแนะให้ผู้สื่อข่าวรีบจับไปขายช่วงได้ราคาดี
   
ฮือฮาล่าตุ๊กแกโลละ 2 แสน ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านตำบลโพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ว่า มีชาวบ้านในตำบลโพรงจระเข้เริ่มทยอยออกจับตุ๊กแกขายหารายได้เสริมเกือบทุกวัน เนื่องจากในช่วงนี้เกิดฝนตกหนัก ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ตามปกติ หลังรับทราบเรื่องราวประหลาด จึงรีบไปตรวจสอบทันที เมื่อไปถึงพบชาวบ้านจากพื้นที่อำเภอต่าง ๆ มายืนคอยอยู่บริเวณหน้าบ้านไม่ทราบเลขที่ ต.โพรงจระเข้ ซึ่งปลูกอยู่ภายในสวนยางพารา โดยมีนายจิรายุสต์ หรือ บังบ่าว เอียดตรง อายุ 42 ปี เป็นเจ้าของบ้าน และภายในบ้านยังพบตุ๊กแก พันธุ์พื้นบ้านกว่า 20 ตัว ถูกจับขังไว้ในกรง เพื่อเตรียมที่จะขายให้พ่อค้าชาวมาเลเซีย เนื่องจากมีใบสั่งเพื่อกว้านซื้อตุ๊กแกขนาดน้ำหนัก ตั้งแต่ 3 ขีดขึ้นไป โดยนายทุนชาวมาเลเซียกลุ่มนี้ ต้องการนำเซลล์บริเวณส่วนหางของ ตุ๊กแกไปเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคเอดส์และโรคมะเร็ง                                                     
นายจิรายุสต์ กล่าวว่า ตนได้รับการติดต่อจากเพื่อน ๆ ในจังหวัดสงขลา ว่าขณะนี้มีพ่อค้าชาวมาเลเซีย ต้องการซื้อตุ๊กแกพันธุ์พื้นบ้านจำนวนมากและมีราคาดี ตนจึงได้ตระเวนหาซื้อตุ๊กแกในพื้นที่ ต.เขา วิเศษ อ.วังวิเศษ อ.ห้วยยอด และ อ.ย่านตาขาว ใน จ.ตรัง แต่พบว่าตุ๊กแกส่วนใหญ่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง  โดยตัวโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 1.2 ฟุต น้ำหนัก 1.5 ขีด แต่ขนาดน้ำหนักที่กลุ่มพ่อค้าชาวมาเล เซีย ต้องการจริง ๆ คือ น้ำหนัก 3.2 ขีด ราคา 13,000 บาท น้ำหนัก 3.5 ขีด ราคา 20,000 บาท  น้ำหนัก 4 ขีด ราคา 30,000 บาท น้ำหนัก 4.5 ขีด ราคา 40,000 บาท น้ำหนัก 5.2 ขีด ราคา 60,000 บาท และน้ำหนัก 1 กก. ราคา 200,000 บาท ทั้งนี้ตนทราบเพียงว่า พ่อค้าชาวมาเลเซียจะนำเอาเซลล์บริเวณส่วนหางของตุ๊กแก ไปสกัดทำยารักษาโรค โดยขณะนี้มีการประกาศรับซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วย                                                                                   

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=419&contentID=85688
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #26 on: August 18, 2010, 07:50:37 PM »

ไทยจ่อเลิกใช้“แบล็คเบอร์รี่”
วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม 2553 เวลา 19:21 น


จ่อเลิกใช้ “บีบี” ในไทย “กทช.”ถาม “ไอซีที” กรณีแบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติ หวั่นผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 ส.ค. พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด)ว่า กรณีที่องค์กรกำกับกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ระงับการให้บริการ รับส่งข้อความ และการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านเครื่องแบล็คเบอร์รี่ (บีบี) ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.53 โดยครอบคลุมนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจที่เดินทางเข้าประเทศ โดยยูเออี ระบุว่า แบล็คเบอร์รี่ให้บริการเกินขอบเขตกฎหมายของประเทศ จนก่อให้เกิดความกังวลด้านสังคมและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ หากมีการทำผิดกฎหมายจะส่งผลให้ทางการยูเออีไม่สามารถเอาผิดได้ ตนจึงนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม

บอร์ด กทช.กล่าวต่อว่า จากการที่แบล็คเบอร์รี่มีระบบจัดส่งข้อมูลอัตโนมัติจากผู้ใช้ ไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดการข้อมูลได้เมื่อต้องการใช้ข้อมูล และมีความกังวลใจว่าข้อมูลที่ส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้งานจะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือไม่ ในส่วนของการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ 90 วัน (ล็อกไฟล์) ซึ่งต้องสอบถามไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ดูแลและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยที่บอร์ด กทช. มีมติให้ทำหนังสือสอบถามให้เร็วที่สุด

 “ในมุมมองของไทยไม่ได้มองว่าบีบีมีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะข้อมูลที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบีบี เป็นเพียงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดใช้บีบีในการติดต่อสื่อสารกัน เหมือนกับประเทศที่ออกมาให้เรียกร้องก่อนหน้านี้ที่ต้องใช้บีบีในการสื่อสาร ซึ่งไทยมีช่องทางในการสื่อสารที่หลากหลาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้งานโปรแกรมบีบี ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  อินเดีย ซาอุดิอาราเบีย สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท รีเสิร์ช อินโมชั่น จำกัด หรือริม ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่ ตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดา  อย่างไรก็ตามช่วงที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศไม่ให้ใช้โปรแกรมแชทของแบล็คเบอร์รี่  “ริม” ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ริมเคารพต่อกฎหมายของแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก โดยยืนยันว่าข้อมูลขององค์กรธุรกิจที่รับส่งผ่านระบบแบล็คเบอร์รี่มีความปลอดภัยสูง ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้แต่พนักงานของริม เพราะแบล็คเบอร์รี่ใช้โซลูชั่น แบล็คเบอร์รี่ เอนเตอร์ไพรส์ ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและเป็นจุดขายของแบล็คเบอร์รี่ในการทำตลาดภาครัฐและลูกค้าธุรกิจ
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #27 on: August 19, 2010, 06:45:26 AM »

รวบหนุ่มแสบหลอกเชิดรถยนต์
วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม 2553 เวลา 22:13 น
   เนื้อหาข่าว

 
รวบหนุ่มแสบอ้างเป็นเจ้าของเต็นท์รถ หลอกจ่ายเงินดาวน์ก่อนเชิดรถยนต์หนี  เผยมีเหยื่อหลงกลเพียบ

ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน บช.น.  วันที่ 18 ส.ค. พล.ต.ต.สุเมธ  เรืองสวัสดิ์ รอง ผบชน. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.สส.บชน. พ.ต.อ.วรนิตย์  สวนคร้ามดี ผกก.สส.2 ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัว นายมงคล หรือโอ๊ต หรือบอย ศิรินิยม อายุ 34 ปี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 114/8 หมู่ 3 ต.บ้านกลาง ต.อ่าวลึก จ.กระบี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต เลขที่ 538/2551 ลงวันที่ 16 มิ.ย.51 ข้อหาลักทรัพย์โดยใช้อุบาย พร้อมของกลางรถปิกอัพ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีก 1 เครื่อง จับกุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

พล.ต.ต.สุเมธ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์สืบสวนสอบสวน บช.น. ได้รับรายงานว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งคนร้ายก่อเหตุฉ้อโกงซื้อรถยนต์ที่ประกาศขายดาวน์ตามเว็บไซต์ พอติดต่อซื้อแล้วจะเชิดรถยนต์หนีไปมีผู้เสียหายร้องทุกข์เป็นจำนวนมากทั้งในพื้นที่นครบาลและปริมณฑล ทางพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.จึงสั่งการให้ทางบก.สส.บช.น.เร่งสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้เบาะแสว่านายมงคล เป็นตัวการใหญ่ จะหาเหยื่อจากบรรดาผู้เสียหายที่ประกาศขายดาวน์รถใหม่ผ่านทางเว็บไซต์ www.taladrod.com  มีการวางแผนอย่างแนบเนียน

รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า นายมงคล จะโทรศัพท์ติดต่อเกลี้ยกล่อมให้เหยื่อนำรถมาขาย โดยอ้างชื่อปลอมประมาณ 3 ชื่อ เมื่อเหยื่อหลงกลจะนัดให้นำรถยนต์มาทำสัญญาอ้างจะนำรถยนต์ไปผ่อนต่อเอง ส่วนใหญ่นัดมาทำสัญญาที่โชว์รูมรถยนต์แห่งหนึ่งในจ.นนทบุรี แต่นายมงคล ไม่เคยเดินทางมาเองจะมีพรรคพวกซึ่งเป็นเซลล์ขายรถยนต์ทำงานอยู่เป็นผู้รับมอบอำนาจทำแทน เนื่องจากนายมงคล อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของเต็นท์รถอยู่ในจ.ภูเก็ต ไม่สะดวกขึ้นมาทำธุรกรรมเอง หลังทำสัญญาชำระเงินดาวน์ให้แล้วจะมีลูกน้องอีกคนมาขับรถออกไป

เมื่อได้รถยนต์แล้วจะเชิดหนีเอาไปขายต่อ หรือจำนำตามบ่อนการพนันได้ราคาสูงเนื่องจากทางเจ้าของรเซ็นโอนลอยมาเรียบร้อยแล้ว และกว่าจะรู้ว่าถูกหลอกก็ตอนทางไฟแนนซ์ติดต่อทวงถามค่าผ่อนชำระรายเดือนที่ติดค้าง ขณะนี้พบว่ามีผู้เสียหายที่ร้องทุกข์เอาไว้ 22 ราย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท เฉพาะแค่พื้นที่สน.หลักสอง มีมากถึง 15 ราย และเชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นๆอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งนี้ตรวจสอบประวัติ พบว่านายมงคล ยังมีหมายจับในคดีลักทรัพย์ ในพื้นที่ สภ.เมืองภูเก็ต อีกหลายคดี ซึ่งจะได้สืบสวนขยายผลหาเพื่อนร่วมแก๊งต่อไป

Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #28 on: August 19, 2010, 06:51:04 AM »

ฮือฮาคลิปมือถือ รูป'ฟ้ามีตา' ชาวบ้านกลัวเกิดอาเพศ

ชาวบ้านทั่ว จ.พังงา ฮือฮา คลิปโทรศัพท์มือถือ "ฟ้ามีตา" แพร่ระบาดไปทั่ว เผยเป็นภาพวีดีโอความยาวประมาณ 1 นาทีถ่ายท้องฟ้าช่วงใกล้ค่ำ พบเมฆมีลักษณะคล้ายใบหน้าคน มีลูกตา จมูก มีเสียงการทำพิธีละหมาดคลอไปด้วย..

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ขณะนี้ประชาชนในจังหวัดพังงา ต่างตื่นประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อมีภาพคลิป "ฟ้ามีตา" โผล่ในโทรศัพท์มือถือแพร่ระบาด ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่มีไว้ดูกันทั่วหมู่บ้านโดยเฉพาะที่อำเภอตะกั่วป่า ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปพบนาย สมชาย สามารถ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่17/23 หมู่1 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่าเจ้าของภาพคลิปวิดีโอฟ้ามีตา ได้ร่วมกับพี่น้องในกลุ่มบ้านบางกรัก จำนวนนับสิบคน โชว์ภาพคลิปดังกล่าวให้ผู้สื่อข่าวดูกัน เนื้อหาในภาพมีความยาว 1 นาที เป็นภาพถ่ายใกล้ค่ำ ขณะที่มีเสียงละหมาดอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นมีฟ้าแลบต่อมาบนท้องฟ้ามีเมฆ ลักษณะคล้ายภาพใบหน้าคน มีลูกตา จมูก น่าประหลาดใจมาก

นายสมชาย สามารถ เจ้าของคลิปฟ้ามีตา กล่าวว่า ตนได้คลิปมาจากเพื่อนโดยส่งผ่านทางโทรศัพท์ต่อๆ กันเมื่อเดือนที่แล้ว เกิดขึ้นขณะที่มีเสียงละหมาดอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เกิดขึ้นขณะที่มีฟ้าแลบ บนท้องฟ้า มีเมฆ ลักษณะคล้ายภาพใบหน้าคน มีลูกตา จมูกและรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ดูคลิปนี้ จึงได้สอบถามในกลุ่มเพื่อนๆ พี่น้องมุสลิม ก็มีกันทั่วทั้งจังหวัด เมื่อถามว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นที่จังหวัดไหนก็ยังไม่มีใครตอบได้

http://www.thairath.co.th/content/region/104610
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #29 on: August 23, 2010, 09:29:39 PM »

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:34:09 น.  มติชนออนไลน์


"สมภพ"วิพากษ์แก้ปัญหาหนี้นอกแบบ"อัฐยายซื้อขนมยาย" อย่าหลงตัวเลข"จีพีดี"พุ่ง10%คิดตัวเลขสุทธิแค่4%

ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ร่วมพูดคุยในรายการ ช่วยกันคิดทิศทางข่าว ทางสถานีวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 อสมท.ถึงกรณีนโยบายการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


นักเศรษฐศาสตร์มหภาคผู้นี้  กล่าวว่า หลักการแก้หนี้นอกระบบให้มาเป็นหนี้ในระบบ ขึ้นอยู่กับว่าหนี้นอกระบบคืออะไร หนี้ในระบบคืออะไร และไปแก้อย่างไร  ต้องยอมรับว่าหนี้นอกระบบมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งคือการที่คนด้อยโอกาสจำนวนมาก ไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงหนี้ในระบบ เช่นสถานบันการเงิน การระดมเงินจากตลาดเงินตลาดทุน ฉะนั้นเมื่อไม่มีโอกาสกู้เงินในระบบก็ต้องไปเป็นหนี้นอกระบบไปเสียดอกเบี้ยแพง  และต้องดูต่อไปด้วยว่าผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้กู้หนี้นอกระบบนำเงินไปทำอะไร บางรายทำมาหากินจุนเจือครอบครัว บางรายตกกระไดพลอยโจนเห็นคนอื่นมีบ้างก็อยากได้บ้าง เป็นการเน้นเรื่องของการบริโภค เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต้องมองต่อไปว่าเมื่อแก้ได้แล้วมันแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่สามารถพินิจพิเคราะห์ไปถึงต้นสายปลายเหตุของหนี้นอกระบบจะแก้กันไม่ถูก ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำไปสู่แบบอย่างการเลียนแบบบริโภค การทำอะไรเกินตัวของคนบางกลุ่มมักจะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง หากตัวแปรเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วเราไปแก้ให้เป็นหนี้ในระบบได้แล้ว


"คำถามต่อมาคือว่าในที่สุดแล้วหนี้นอกระบบแก้ได้หรือไม่ ข้อสำคัญคือ แก้ไขหนี้นอกระบบได้แน่นอนเจ้าหนี้ที่อยู่นอกระบบคงได้รับประโยชน์ ทำให้เกิดหนี้ในระบบที่มีการค้ำประกันของรัฐบาล ช่วยเหลือเจือจางใคนที่เป็นหนี้นานๆไม่สามารถใช้หนี้ได้ ทำให้หนี้นอกระบบที่ต้องใช้วิธีการทั้งปลอบทั้งขู่ในการติดตามหนี้ มีรูปแบบและวิธิการสารพัด บางทีใช้ระบบมาเฟียด้วย จุดนี้คงต้องดูว่าใครกันแน่ที่ได้รับประโยชน์ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุของการเกิดหนี้ ว่า ประชาชนเกิดหนี้เพราะอะไร หากรู้สาเหตุต้องเข้าไปแก้ไขในส่วนนั้น แต่ถ้าเราไปแก้หนี้แล้วทำให้ประชาชนหรือผู้ก่อหนี้เกิดความรู้สึกย่ามใจว่า ก่อหนี้นอกระบบได้ต่อไปก็มีคนมาปลดหนี้ให้" ดร.สมภพ กล่าว


เมื่อถามว่าถ้ารัฐบาลไม่ศึกษาต้นตอของปัญหาให้ชัดเจนเท่ากับว่าที่หนี้หายแล้วก็จะไปก่อหนี้อีก


ดร.สมภพ กล่าวว่า ใช่ เราจะอยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด


เมื่อถามว่าปลดหนี้นอกระบบหมดแล้วภาระเป็นของใคร


ดร.สมภพ กล่าวว่า แน่นอนมัน คือ ภาระของประชาชนเพราะเงินที่มาปลดหนี้เหล่านั้นมาจากภาษีประชาชน ดูให้สุด คือ อัฐยายซื้อขนมยาย บางเรื่องอย่างการตั้งกองทุนพัฒนาเกษตรกรขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องดีแทนที่จะไปค้ำรายได้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว แล้วนำไปสู่การบิดเบือนกลไกตลาดบางทีจะทำให้เราถลำลึกจนกู่ไม่กลับ ทำให้ผลผลิตราคาเกษตรเราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 20-30 % ซื้อเก็บเข้ามาในสต๊อกแล้วก็ระบายไม่ออก จะทำให้รัฐบาลต้องรับภาระงบประมาณที่สูง


ดร.สมภพ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันงบประมาณที่ใช้มี 2 ส่วนที่โผล่ขึ้นมา คือ งบประจำ กับอีกส่วนที่เรียกว่าตั้งงบหรืองบประกันรายได้เกษตรกร ทำให้ภาระงบประมาณขยายตัวขึ้นมาก ปีนี้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 20 % ทะลุ 2.2 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ตั้งแต่มีการทำงบประมาณมา  งบประมาณเป็นเครื่องมือของนโยบายการเงินการคลัง  ซึ่งทั้ง 2 นโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญมากในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องทำให้ 2 โนโยบายนี้มีความยืดหยุ่นรุกเร็วถอยเร็ว เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมือง


"ฉะนั้นเราอย่านำ 2 นโยบายนี้ที่รวมกันแล้วเรียกว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาค เข้าไปสนองต่อประชานิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น เพราะว่าเป้าหมายเศรษฐกิจมหภาคมีเป้าหมายเยอะมาก ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสมรรถนะการนำของประเทศ ขีดความสามารถของประเทศ มีเป้าหมายที่หลากหลายและเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ใกล้มือรัฐบาลที่สุดที่จะหยิบยกขึ้นมาในการบริหาร  ดังนั้นนโยบายเหล่านี้ต้องไม่นำไปสู่การทำให้เราไปติดกับกับบางเรื่อง ในบางเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ทำไปทำมากลายเป็นเรื่องวัฒนธรรมเพราะประชาชนเกิดความเคยชิน ต้องระวังให้มากเพราะบางครั้งกลายเป็นเรื่องการเมืองด้วย " ดร.สมภพ กล่าว

 

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า  เราอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์มีการแกว่งไกวสูง ค่าเงินบาท ความไม่ไว้วางใจสหรัฐอเมริการในการนำเศรษฐกิจโลก สหภาพยุโรปที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรหลังจากโปรยเงินลงมาแล้วก็ไปได้แค่นี้ เศรษฐกิจของไทยก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก ทั้งในแง่การค้าส่งออกอย่างเดียวก็ต้อง 10 % ของจีดีพี ยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ พึ่งพาการท่องเที่ยว จึงต้องเตรียมเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่าให้ติดกับดัก


เมื่อถามว่าการโอนหนี้มากกว่า 4 แสนรายเข้าไปใน 6 ธนาคาร จะทำให้ธนาคารของรัฐมีความเสี่ยงเกิดขึ้นหรือไม่


"ผมคิดว่าคงได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ้าเกิดว่ามีปัญหาขึ้นมาสามารถไปเก็บหนี้จากภาครัฐได้ เหมือนกับที่เคยทำตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ ทำไมธนาคารรัฐถึงนิยมปล่อยกองทุนหมู่บ้าน กองทุนพักหนี้เกษตรกรสารพัดรูปแบบเพราะว่าเขาได้รับเงินค้ำประกัน 100 % ปรากฎว่าธนาคารของรัฐเหล่านั้นผลประกอบการดีขึ้น แทบจะกระโดดตะครุบ มีโบนัสมาแบ่งพนักงานกันถ้วนหน้า เพราะภาระมาตกอยู่ที่รัฐบาลหมด แต่ถามว่าภาระจริงๆตกที่ใครก็คือประชาชนผู้เสียภาษี" ดร.สมภพ กล่าว
 

เมื่อถามว่าคนในรัฐบาลเห็นตัวเลขของจีดีพีตัวเลขส่งออกที่เติบโตขึ้นมาสวยๆทำให้สบายใจได้หรือไม่


ดร.สมภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวตามวัฎจักร ยกตัวอย่างตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรกปีนี้ขยายตัว 10 % นำเข้า 20-30 % หากเราไปตรวจดูช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น เพราะส่งออกติดลบไป 30-40 % นำเข้าติดลบหนักกว่าอีก แต่ปีนี้นำเข้าฟื้นตัวขึ้นมาส่งออกติดลบต่อเนื่องรวมจีดีพีของครึ่งปีที่แล้วติดลบไป 6 % ฉะนั้นครึ่งปีแรกของปีนี้ขยายตัว 10 % เป็นตัวเลข 2 หลัก แต่ดูให้ลึกๆว่าเราได้มาเท่าไร แต่ตัวเลขสุทธิได้มาแค่ 4 % ซึ่งปกติแล้วเศรษฐกิจของไทยจะโตไม่ต่ำกว่า 5-6 % ถ้ารัฐบาลชุดไหนทำไม่ได้คิดว่าน่าจะมีปัญหาแล้ว

Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #30 on: August 24, 2010, 07:23:44 AM »

ห้ามคนล้มละลายนั่งเก้าอี้ในธุรกิจตลาดทุน
วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม 2553 เวลา 20:25 น

บอร์ดตลาดทุนออกกฎเหล็กเข้ม ห้ามบุคคลล้มละลาย ถูกกล่าวโทษ ฉ้อโกง นั่งเก้าอี้ในธุรกิจตลาดทุน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และประธานคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการกำกับตลาดทุนประจำเดือน ส.ค. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการแก้ไข และกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน โดยแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามที่ใช้กับกรรมการ และผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และกำหนดให้เข้มงวดกว่า เนื่องจากบุคลากรในตลาดทุน เช่น กรรมการ ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน ทั้งในธุรกิจหลักทรัพย์ และในธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ลงทุนโดยตรง และอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ลงทุนด้วย

ทั้งนี้ ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้ 3 กลุ่ม ตามระดับความชัดเจน และการใช้ดุลยพินิจ คือ กลุ่มที่มีลักษณะต้องห้ามที่ชัดเจนแล้ว และ ก.ล.ต.ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ หรือพิจารณาเพิ่มเติม เช่น เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ, กลุ่มที่มีประวัติการถูกดำเนินการ หรือถูกลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่ง ก.ล.ต.จะไม่พิจารณาข้อเท็จจริงซ้ำ แต่จะพิจารณาเฉพาะว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะตามที่กำหนดหรือไม่ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง โดย ก.ล.ต.จะพิจารณาเป็นรายกรณี และเปิดโอกาสให้บุคคลดังกล่าวชี้แจง รวมทั้งให้มีคณะกรรมการที่มาจากบุคคลภายนอกเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อ ก.ล.ต. เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลการใช้ดุลยพินิจ

ส่วนลักษณะต้องห้ามที่กำหนดเข้มงวดกว่ากรณีของผู้บริหาร บจ. เช่น กรณีถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ กรณีหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายอื่นพิจารณาว่า มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้บริหารของสถาบันการเงิน หรือผู้จัดการเงินทุนของลูกค้า โดย ก.ล.ต.จะปฏิเสธบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ในการขอรับความเห็นชอบ แต่หากบุคคลดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งไปแล้ว ก.ล.ต.จะตำหนิโดยเปิดเผย สั่งพัก หรือเพิกถอน หรือห้ามปฏิบัติหน้าที่ แล้วแต่กรณี.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #31 on: August 24, 2010, 07:33:12 AM »

เตือนภัยพายุมินดอนเล ส่งผลให้ไทยตอนบนมีฝนตกชุก  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 สิงหาคม 2553 05:44 น.

 
       กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัย"พายุ “มินดอนเล ” (Mindulle)" โดยเมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ พายุโซนร้อน“มินดอนเล ” (Mindulle) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 17.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.9 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือด้วยความเร็วประมาณ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
       
        คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในคืนนี้ (24 สิงหาคม 2553) ส่งผลให้ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้
       
       สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน จะมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #32 on: August 24, 2010, 09:31:29 PM »

เตือน“แอร์-สจ๊วต-กัปตัน”เสี่ยงมะเร็งสูง
วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553 เวลา 18:27 น

 
สธ.เผยงานวิจัยคนบินไกล เสี่ยงรับ “รังสีคอสมิค” เตือนแอร์-สจ๊วต-กัปตัน มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไป

วันนี้ (24 ส.ค.) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ซึ่งมีการจัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 18 โดย นายอรรถโกวิท สงวนสัตย์ นายสิริชัย เธียรรัตน์ กองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง “อัตราความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งของลูกเรือเครื่องบินพาณิชย์จากการได้รับรังสีคอสมิค”
 
นายอรรถโกวิท กล่าวว่า รังสีคอสมิคเป็นรังสีชนิดอนุภาคความเร็วสูง มีแหล่งกำเนิดจากอวกาศวิ่งเข้าสู่โลกในทุกทิศทาง เนื่องจากเป็นอนุภาคมีประจุจึงถูกเบี่ยงเบนการเคลื่อนที่ด้วยสนามแม่เหล็กโลก โดยเบี่ยงเบนมาที่สุดบริเวณเส้นศูนย์สูตร และลดลงบริเวณขั้วโลกทั้งสอง ปริมาณรังสีแปรผันตามตำแหน่งของเส้นละติดจูด และความสูงจากพื้นผิวโลก และในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีการศึกษาการได้รับปริมาณรังสียังผลของลูกเรือที่ปฏิบัติงานบนสายการบินพาณิชย์ พบว่า ได้รับเกิน 1 มิลลิซีเวิร์ต ซึ่งเป็นขีดจำกัดการได้รับรังสีของประชาชนทั่วไป ดังนั้น ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศจึงกำหนดให้ต้องมีการประเมิน และบันทึกการได้รับรังสีดังกล่าว โดยในประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกาได้บังคับใช้แล้ว
   
นายอรรถโกวิท กล่าวต่อว่า จากข้อมูลข้างต้น ทางคณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษาปริมาณรังสีที่ได้รับของลูกเรือบนสายการบิน ที่บินจากประเทศไทยสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ว่า จะเกิด 1 มิลลิซีเวิร์ตหรือไม่ และหาอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งจากการได้รับรังสีดังกล่าว โดยใช้โปรมแกรมคำนวณรังสี SIEVERT ซึ่งใช้ในสายการบินของประเทศฝรั่งเศสผลการศึกษาพบว่า การบินภายในประเทศ หรือในทวีปเอเชียได้รับรังสีไม่เกิน 1 มิลลิซีเวิร์ตต่อ 1,000 ชั่วโมงบินต่อปี สำหรับการบินไปทวียุโรปได้รับ 3.3-4.3 มิลลิซีเวิร์ตต่อ 1,000 ชั่วโมงบินแต่ปี มีอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งประมาณ 2 คน ต่อประชากร 10,000 คน สำหรับการบินตรงไปนิวยอร์คได้รับรังสีจากการบินไป-กลับ 1 เที่ยว 0.28 มิลลิซีเวิร์ต ซึ่งสูงกว่าการได้รับรังสีจากถ่ายภาพเอกซเรย์ปอดทั่วไปประมาณ 10 เท่า และได้รับรังสี 7.8 มิลลิซีเวิร์ตต่อ 1,000 ชั่วโมงต่อปี มีอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งประมาณ 4 คน ต่อประชากร 10,000 คน สูงกว่าบุคลากรกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ
   
“จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า กลุ่มลูกเรือเครื่องบินพาณิชย์ ทั้งแอร์โฮสเตส นักบิน สจ๊วต ที่ทำงานบนเครื่องบิน คือกลุ่มเสี่ยงต่อมะเร็งกว่าคนทั่วไป ซึ่งในคนทั่วไปไม่ควรเกิน 1 มิลลิซีเวิร์ต แต่สำหรับคนที่ทำงานด้านรังสี ซึ่งรวมถึงคนทำงานบนเครื่องบินที่ต้องบินสูง ๆ ไม่ควรเกิน 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี ขณะนี้ในหลายประเทศได้กำหนดปริมาณรังสีคอสมิคของลูกเรือเครื่องบินพาณิชย์แล้ว เช่น ญี่ปุ่นกำหนดไม่ควรเกิน 5 มิลลิซีเวิร์ต หากเกินจากนี้จะให้พักงาน หรือยุโรปไม่ควรเกิน 6 มิลลิซีเวิร์ต สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดโรคมะเร็งประมาณ 2 คนต่อประชากร 10,000 คน ถือว่ายังน้อยมาก โดยการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ลูกเรือเครื่องบินพาณิชย์ได้ทำการบันทึกการบิน จะได้ทราบว่าในแต่ละปีได้รับรังสีนี้เท่าใด ในส่วนของคนที่เดินทางบ่อยโดยเครื่องบินไกล ๆ ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะโอกาสเกิดน้อยมากเช่นกัน” นายอรรถโกวิท กล่าว.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #33 on: August 25, 2010, 08:27:07 AM »

มหันตภัยโรคใหม่คนไทยตายบาน
วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553 เวลา 16:20 น

หมอชี้ร้ายกว่าหวัดนก มข.ตั้งศูนย์วิจัยรับมือ
   
พบโรคมหาภัยตัวใหม่ “เมลิออยโดสิส” หรือโรคนักเลียนแบบ มข.ชี้รุนแรงกว่า “หวัดนก” เป็นแล้วรักษาไม่ทันตายภายใน 48 ชม. พบมากที่สุดในภาคอีสาน ทำคนไทยป่วยถึงปีละกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตกว่า 40% ระบุอเมริกาสนใจศึกษาเป็นพิเศษ เหตุกลัวผู้ก่อการร้ายนำไปผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ ขณะที่ “จุรินทร์” ห่วงโรคไข้เลือดออกระบาดหนัก ปีนี้ตายแล้ว 70 ราย ป่วยเกือบ 6 หมื่นคน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 23 ส.ค. รศ.ดร.สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน อาจารย์ประจำคณะภาควิชาจุลชีววิทยาแพทยศาสตร์ มหา วิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิสขึ้นมา หลังจากพบว่าโรคนี้ทำให้คนไทยป่วยปีละ 3,000-5,000 คน และ 80% ของคนที่ป่วยพบว่าเป็นคนอีสาน และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ จำนวน 3,000-5,000 คนที่ป่วยนั้น เกือบ 40% ล้วนเสียชีวิตหากรักษาไม่ทัน ทั้งนี้ เชื้อที่ก่อโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเรียกว่า Burkholderia pseudomallei เป็นเชื้อแบคทีเรีย หาก เข้าไปในกระแสเลือดและให้ยาฆ่าเชื้อไม่ทัน ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง           
“โรคนี้ในทางการแพทย์จะเรียกว่าเป็นยอดนักเลียนแบบ จะไม่มีอาการโดยเฉพาะ โดยจะมีอาการคล้ายวัณโรค และคล้ายกับโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค หากอาการเป็นหนักถึงขั้นเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เข้าไปในกระแสเลือด จะต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้ออย่างทันท่วงที ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยจะเสียชีวิตเร็วมาก หากเทียบความน่ากลัวของโรคนี้กับไข้หวัดนกแล้ว โรคนี้น่ากลัวกว่า เพราะโอกาสที่คนจะป่วยเป็นโรคนี้มีมากกว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดนก”
     
รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากดิน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ดินในภาคอีสานเป็นแหล่งเพาะเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเชื้อนี้จะแพร่กระจายเร็วมาก และในฤดูอื่น ๆ เชื้อก็จะฝังในดินไม่ตายไปไหน หากหน้าดินถูกชะล้าง การกระจายของเชื้อก็จะมีมากขึ้น และเชื้อสามารถเข้าในร่างกายได้ทุกทาง นอกจากนี้บางคน อาจจะมีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ยังไม่แสดงอาการ แต่ถ้าวันใดที่ร่างกายอ่อนแอ หรือภูมิต้านทานโรคลดลง เชื้อนี้ก็จะเติบโตและแสดงอาการออกมา ทำให้เชื้อรุนแรงขึ้นและทำให้เสียชีวิตได้ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวด้วยว่า หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 911 ทำให้สหรัฐตื่นตัวเรื่องอาวุธชีวภาพมาก และยิ่งเหตุการณ์  สึนามิที่ผ่านมา พบว่ามีชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย และรอดชีวิตกลับไป ติดเชื้อเมลิออยโดสิสไปหลายคน กว่าจะรักษาหายก็ใช้เวลานาน จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสนใจ และศึกษาการเกิดโรคนี้ เพราะเกรงว่าอาจจะมี ประเทศอื่นฉวยโอกาสนำไปผลิตใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้ โดยจะให้ทุนสำหรับนักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ       
   
ขณะนี้ในภาคอีสานมีข้อมูลเรื่องของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ทั้งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราช ธานี ปีละประมาณ 300 คน โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ปีละ 200 คน และโรงพยาบาล ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีละ 100-150 คน จนทำให้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยโรคนี้ขึ้นมา เพื่อหาสาเหตุการเกิดโรค วิธีการป้องกันรักษา และการแพร่ระบาดของโรคเป็นอย่างไร   
     
“ในแต่ละปีประเทศไทยต้องสูญเสียเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคนี้ประมาณ 150 ล้านบาท โดยยาที่ใช้รักษาโรคราคาค่อนข้างแพง คนที่ป่วยจะต้องรับยาติดต่อกันประมาณ 20 สัปดาห์ จึงจะสามารถฆ่าเชื้อหมด โดยแต่ละวันจะต้องกินยา 3 เวลา ตกเม็ดละประมาณ 50-70 บาท เฉลี่ยแต่ละคนต้องเสียค่ารักษาประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งหากนักวิจัยสามารถหาสาเหตุการเกิดโรค และหาตัวยามารักษาได้ ก็จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลมากขนาดนี้”
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #34 on: August 26, 2010, 09:20:27 PM »

เปิดบริการทางเชื่อมบีทีเอส-แอร์พอร์ตลิงค์
วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม 2553 เวลา 19:28 น

 
ทางเชื่อมบีทีเอส-แอร์พอร์ตเรลลิงค์ สถานีพญาไท เปิดให้บริการแล้ว

วันนี้ (26 ส.ค.) ดร.อาณัติ อาภาภิรม กรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทฯ ได้เปิดทางเดินเชื่อมระหว่างสถานีพญาไท รถไฟฟ้าบีทีเอส และของโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือ Airport Rail Link ของการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งของรถไฟฟ้าบีทีเอส และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางไปมาของทั้งสองระบบได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้ปรับปรุงพื้นที่ชั้นจำหน่ายตั๋ว บริเวณกึ่งกลางของสถานีพญาไท ให้มีทางเข้า และออก เชื่อมระหว่างสถานีของทั้ง 2 ระบบ ปรับปรุงห้องจำหน่ายตั๋ว เพิ่มป้ายบอกทิศทาง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายพื้นที่ด้านข้างสถานีพญาไทเพิ่มขึ้น เพื่อจัดทำเป็นทางเดินลอยฟ้ายาวขนานไปกับสถานี เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้เป็นเส้นทางลงจากชั้นจำหน่ายตั๋วไปยังพื้นถนนได้ โดยในส่วนทางเดินลอยฟ้านี้คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2553.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #35 on: August 27, 2010, 07:34:14 AM »

เรียกคืนโคโรลา ล้านคัน! โตโยต้าอ่วมอีก

"โตโยต้า มอเตอร์" ประกาศเรียกคืนรถยนต์ รุ่น "โตโตย้า โคโรลา" และ "โคโรลา แมทริกซ์" จำนวน 1.13 ล้านคัน ในสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยปัญหาเครื่องยนต์ดับกลางคัน...

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ว่า บริษัทผู้ผลิตรถรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น "โตโยต้า มอเตอร์" ประกาศเรียกคืนรถยนต์ รุ่น "โตโตย้า โคโรลา" และ "โคโรลา แมทริกซ์" จำนวน 1.13 ล้านคัน ในสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยปัญหาด้านเครื่องยนต์ แต่ยังไม่มีรายงานอุบัติเหตุ รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บ จากข้อบกพร่องดังกล่าวในขณะนี้

การเรียกคืนรถยนต์ครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากหน่วยงานควบคุมอุบัติภัยบนท้องถนนอเมริกัน (เอ็นเอชทีเอสเอ) เพิ่มการตรวจสอบรถยนต์โตโยต้า โคโรลา อย่างถี่ถ้วน หลังเริ่มตรวจสอบตั้งแต่ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ เว็บไซต์ของ เอ็นเอชทีเอสเอ ยังเผยรายงานด้วยว่า เครื่องยนต์อาจหยุดกลางคันได้ทุกช่วงความเร็ว โดยไม่เตือนให้ทราบล่วงหน้า

โตโยต้า ระบุว่า ลูกค้าจะได้รับหมายแจ้ง กรณีเรียกคืนรถยนต์ตั้งแต่กลางเดือนก.ย.เป็นต้นไป และจะได้รับการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง หลังจากมีอะไหล่สำหรับเปลี่ยนแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ โตโยต้า เคยเรียกคืนรถยนต์มากกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก.

http://www.thairath.co.th/content/oversea/106596
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #36 on: August 28, 2010, 07:30:17 AM »

คู่มือเลือกตั้งกทม.เปิดชื่อผู้สมัครชิง ส.ก.ครบทุกเขต186คน ใน50เขต 10กลุ่ม-พรรค ลุ้น ส.ข.36เขต
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282925635&grpid=01&catid=
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #37 on: August 28, 2010, 11:43:17 PM »

อุตุฯออกประกาศเตือนภัย
วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม 2553 เวลา 23:15 น

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 1 ระบุว่าน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขา

เมื่อเวลา 16..30 น. วันที่ 28 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัย"ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน" ฉบับที่ 1 ระบุว่า ร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเข้าสู่พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุม ทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านโดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน และ ภาคตะวันออกระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ในระยะนี้ไว้ด้วย
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #38 on: August 30, 2010, 07:51:23 AM »

อุตุฯ เตือนภัย ฉ.6 ภาคเหนือ อิสาน กลาง และตะวันออก ระวังฝนตก น้ำท่วมฉับพลัน   
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2553 06:11 น.

 
 
       เมื่อเวลา 05.30 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัย "ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน" ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2553 ระบุว่าร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงยังคงพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้วงแรงที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง
       จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านโดย เฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ ด้วย
       อนึ่ง เมื่อเวลา 01.00 น.วันนี้ พายุโซนร้อน “ไลออนร็อก (LIONROCK)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 300 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮ่องกง หรือที่ละติจูด 20.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนืออย่างช้า ๆ คาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้เกาะฮ่องกงหรือประเทศจีนตอนใต้ประมาณวันที่ 1 กันยายน 2553 สำหรับพายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย
 
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #39 on: August 30, 2010, 08:09:41 PM »

ให้เกียรติอดีตปลัดก.ทรัพย์ฯ ใช้ชื่ิอ "กะเพราศักดิ์สิทธิ์"

พบกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลกในประเทศไทยที่ "ภูวัว" จ.หนองคาย ตั้งชื่อว่า "กะเพราศักดิ์สิทธิ์" เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...

30 ส.ค. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวการค้นพบพรรณไม้ใหม่ของโลกในประเทศไทยว่า  ขณะนี้มีเรื่องที่น่ายินดีเมี่อคณะสำรวจพรรณไม้ของกรมอุทยานฯ ได้สำรวจพบกะเพราชนิดใหม่ของโลก วงศ์ Labiatae พบบริเวณเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย

โดยพรรณไม้ดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่บนดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง ลำต้นเป็นเหลี่ยม สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร กิ่งมีขนสั้นและนุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก ยาว 0.4-1 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนสากด้านบน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ออกดอกและติดผลเดือนต.ค.-ธ.ค. แต่กลิ่นไม่รุนแรงเหมือนกะเพราบ้าน ส่วนจะรับประทานเป็นอาหารได้หรือไม่ ยังไม่ได้ทำการทดลอง เพราะอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมตีพิมพ์ประกาศให้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยจะให้แล้วเสร็จในปี 2553 หลังจากที่ใช้เวลาในการตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้ต่างๆ ที่ใกล้เคียงในหอพรรณไม้ทั่วโลก และไม่พบว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ของไทยไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับของประเทศอื่น ดังนั้นจึงเป็นกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลก ทั้งนี้จะให้ชื่อว่า กะเพราศักดิ์สิทธิ์ (Platostoma tridechii) เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและคุณูปการแก่นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ที่ทำหน้าที่ปกป้อง ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถจนจบชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่

“การตั้งชื่อกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลก ชื่อกะเพราศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเหมาะสม เพราะนายศักดิ์สิทธิ์ชอบทานผัดกะเพรามาก และกะเพราพันธุ์ใหม่ยังมีอยู่ที่เดียวคือภูวัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่นายศักดิ์สิทธิ์เกิด โดยกรมฯจะทำการศึกษาเพื่อขยายพันธุ์เพราะจัดเป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์” อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า กรมฯยังค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย สกุลโมกอีก 3 ชนิด คือ โมกการะเกตุ พบเพียงแห่งเดียวทางภาคเหนือที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใกล้ชายแดนไทย-พม่า เป็นไม้ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม กลีบดอกเป็นรูปกงล้อสีแดงสด มีสีเขียวที่โคนด้านนอก ช่อดอกออกสั้นๆ ตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ก้านช่อดอกยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร ออกดอกประมาณเดือนพ.ค. ติดผลประมาณเดือนก.ย.

ต่อมาที่ค้นพบคือ โมกพะวอ มีต้นสูงประมาณ 15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีดอกสวยงาม เป็นรูปกงล้อ สีเขียวอมเหลือง ด้านในและด้านนอกมีสีเข้ม หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลีบรูปวงรี ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร กระบังสีเหลือง เรียงติดกันเป็นวงคล้ายรูปถ้วย พบเฉพาะภาคเหนือบริเวณศาลพะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก ขึ้นบนเชิงเขาหินปูน ในป่าเบญจพรรณ ออกดอกประมาณเดือนพ.ค. ติดผลประมาณเดือนส.ค. และโมกชนิดใหม่ของโลกอีกชนิดหนึ่งคือ โมกนเรศวร ต้นสูงประมาณ 4 เซนติเมตร เปลือกสีเขียวปนเทา ดอกเป็นรูปกงล้อ สีส้มอมเหลืองสวยงาม ดอกยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร มีปุ่มเล็กๆ ด้านใน กลีบรูปรี ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร พบเฉพาะทางภาคเหนือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ.อุ้มผาง จ.ตาก ขึ้นตามสันเขาในป่าเบญจพรรณ ระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ดอกออกเดือนพ.ค.ของทุกปี

ทั้งนี้ โมกพันธุ์ใหม่ของโลกทั้ง 3 ชนิดพันธุ์ ได้รับการยืนยันการจากนายเดวิด มิดดันตัน ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ในสกุลโมก จากหอพรรณไม้เอดินเบิร์ก สหราชอาณาจักร และได้รับการตีพิมพ์ ลงในวารสาร Gardens Bulletin Singapore ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกด้านพรรณไม้ และทำให้ประเทศไทยมีพืชสกุลโมกเพิ่มเป็น 14 ชนิด จากพืชสกุลโมกทั่วโลกทั้งหมด 25 ชนิด ซึ่งถือว่าประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชสกุลโมกของโลกไปแล้ว
http://www.thairath.co.th/content/edu/107356
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #40 on: August 31, 2010, 07:58:17 AM »

ทั้งเกิดใหม่-ระบาดใหม่ 'โรคอุบัติใหม่'
วันอังคาร ที่ 31 สิงหาคม 2553
 
'ร้าย' แม้จะไม่คุ้นชื่อ!

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในไทยมีข่าวเกี่ยวกับโรค-เชื้อโรค ที่คนไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยคุ้นชื่อ นั่นคือ โรคเมลิออยโดสิส หรือ “โรคนักเลียนแบบ” ที่เกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ เบอร์โคลเดอเรีย สูโดเมอร์ริอาย ทางระบบทางเดินหายใจและผิวหนังบริเวณที่เป็นแผล ซึ่งเห็นว่าเป็นเชื้อที่มักอยู่ในดินและน้ำตามทุ่งนา โดยความน่าตกใจเกี่ยวกับโรคนี้ก็คือจะมีอาการเลียนแบบโรคอื่นหลายโรค รวมถึงอาการไข้ ไอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ถ้าติดเชื้อเข้ากระแสเลือดจะมีอัตราการเสียชีวิต 40% โดยจากสถิติการเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุขไทย ระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2553 นี้ พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคนี้ 1,307 คน เสียชีวิตไป 6 คน
   
นี่เป็นอีกครั้งที่ปรากฏข่าวโรคอันตรายที่ชื่อไม่คุ้น
   
และดูเหมือนในไทยจะมีข่าวแบบนี้เป็นระยะ!!!
   
ทั้งนี้ อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับโรคนักเลียนแบบที่ว่านี้ก็ได้ แต่นี่ก็อาจทำให้ใครหลายคนนึกถึงคำว่า “โรคอุบัติใหม่” ซึ่งกับคำ ๆ นี้ในเชิงสุขภาพก็ถือว่าต้องใส่ใจ เพราะโรคลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักเป็น  “โรคร้ายแรง” และกับคำว่า “โรคอุบัติใหม่” นั้น โดยนัยแล้วก็ไม่  จำเป็นว่าจะต้องเป็นโรคใหม่เอี่ยมถอดด้ามเสมอไป
   
ว่ากันถึงโรคต่าง ๆ ลักษณะนี้ “โรคติดต่ออุบัติใหม่-โรคติดเชื้ออุบัติใหม่” ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก จะหมายถึง โรคติดต่อเชื้อชนิดใหม่ ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือโรคที่เพิ่งจะแพร่ระบาดเข้าไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง และยังรวมถึงโรคติดเชื้อที่เคยควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่เกิดการดื้อยา ทั้งนี้ โดยสรุปก็มีจัดกลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่ไว้ 5 กลุ่มคือ.....
   
1.โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อใหม่ เช่น โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไข้สมองอักเสบนิปาห์ไวรัส 2.โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ เป็นโรคที่ไปจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งหรือข้ามทวีป เช่น โรคเวสต์ไนล์ไวรัส 3.โรคติดต่ออุบัติซ้ำ โรคที่เคยระบาด ในอดีตและสงบนานแล้ว แต่กลับมาระบาดอีก เช่น ไข้ชิคุนกุนยา 4.เชื้อโรคดื้อยา เช่น วัณโรคดื้อยา 5.อาวุธชีวภาพ การใช้เชื้อโรคผลิตอาวุธ เช่น เชื้อแอนแทรกซ์ ไข้ทรพิษ
   
ที่น่ากลัวก็คือ... ธรรมชาติของโรคติดต่ออุบัติใหม่คือ มักไม่สามารถคาดการณ์ขนาดของปัญหา และช่วงเวลาเกิดโรคได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเตรียมความพร้อม และประสิทธิภาพในการรับมือ
   
กล่าวสำหรับประเทศไทยเรา กับโรคอุบัติใหม่-โรคติดต่ออุบัติใหม่-โรคติดเชื้ออุบัติใหม่นี้ สพญ.ดาริกา กิ่งเนตร ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค ระบุว่า... แนวโน้มโรคอุบัติใหม่ที่มีความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ... 1.โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่พบในประเทศไทย อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่, โรคไข้หวัดนก, โรคมือ เท้า ปาก, โรคลีเจียนเนลโลซิส
   
2.โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจแพร่มาจากต่างประเทศ เช่น ไข้สมองอักเสบนิปาห์, ไข้สมองอักเสบเวสต์ไนล์, โรคสมองฝ่อแบบใหม่ ที่เกิดจากโรคสมองฝ่อในวัวหรือโรควัวบ้า, ไข้เลือดออกอีโบลา, ไข้เลือดออกออกมาร์บวร์ก, โรคฝีดาษลิง, โรคแอนแทรกซ์, ไข้ทรพิษ กาฬโรค เป็นต้น และ 3.โรคติดต่ออุบัติซ้ำที่พบในประเทศ เช่น โรคกาฬหลังแอ่นจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ที่อาจเข้ามากับแรงงานต่างด้าว, โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส

“การค้นพบโรคติดเชื้อใหม่ ๆ และโรคติดต่อจากสัตว์ที่ไม่เคยพบมาก่อน มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและพฤติกรรมมนุษย์, การเปลี่ยนแปลงของตัวเชื้อโรค, การใช้ยาไม่ถูกต้องจนเกิดจากการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ, การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ก็อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของสัตว์นำโรคและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ” ...ผอ.สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ แจกแจงให้ความเข้าใจ
   
พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า... ปัจจัยดังที่ว่ามาข้างต้นนี้ เป็นสาเหตุให้โรคอุบัติใหม่ส่วนใหญ่มีธรรมชาติที่ซับซ้อน ยากต่อการจัดการ ทั้งนี้ หากขาดระบบและเครื่องมือในการป้องกันควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว โรคเหล่านี้ย่อมจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต และสุขภาพของประชาชน สร้างภาระอันมากมาย รวมถึงสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อสังคม ตลอดจนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล!!
   
“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเร่งรัดการเตรียมความพร้อมของประเทศในระดับสูงสุด โดย 6 มาตรการคือ 1.พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่-อุบัติซ้ำ 2.จัดทำมาตรฐานแนวทางป้องกันและควบคุม 3.สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการควบคุมป้องกัน 4.พัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข 5.สนับสนุน-เสริมสร้างความเข้มแข็งของทีมเฝ้าระวังสอบสวนและควบคุมโรคเคลื่อนที่เร็วทุกระดับทั่วประเทศ และ 6.ถ่ายทอดความรู้และข้อมูลข่าวสารโรคติดต่ออุบัติใหม่-อุบัติซ้ำ” ...สพญ.ดาริการะบุ
   
“สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็ให้ข้อมูลข่าวสารด้านนี้อยู่ตลอด
   
แต่สำคัญคือนโยบายรัฐบาลต่อความพร้อมของหน่วยงาน
   
และรวมถึงการ “ใส่ใจดูแลสุขภาพ” ของประชาชนเอง!!.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #41 on: September 02, 2010, 08:06:10 AM »

ไทยเที่ยวไทยคาดโกย 300 ล.

จัดงานไทยเที่ยวไทย 2-5 ก.ย. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด  "คนชอบเที่ยว คอนเฟิร์ม"คาดมีคนเข้าชม 400,000 คน เงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท...   

นายกฤตย์ พัตรปาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานไทยเที่ยวไทย ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ย.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด "คนชอบเที่ยว คอนเฟิร์ม" ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 รวม 19 ครั้ง นับเป็นมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่ โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงงานครั้งนี้รวมทั้งหมด 1,270 บูธ ภายในงานได้รวบรวมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวทุกประเภท อาทิ โรงแรม รีสอร์ต แพ็กเกจทัวร์ สปา รถเช่า สายการบิน เรือท่องเที่ยว สถานบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ อุปกรณ์เดินทาง แคมปิ้ง ดำน้ำ รวมถึงของฝากของที่ระลึกทั่วไทย ที่พร้อมใจกันจัดโปรโมชั่นและมอบส่วนลดราคาพิเศษ เพื่อฟื้นบรรยากาศการท่องเที่ยวและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน 400,000 คน และมียอดเงินสะพัดในงานกว่า 300 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์โปรโมชั่นจากบัตรเครดิตชั้นนำอย่าง CITIBANK และ HSBC ได้นำข้อเสนอมาลดแลกแจกฟรีให้สำหรับสมาชิกโดยเฉพาะ อาทิ โปรโมชั่นลดสูงสุด 20% ของแพ็กเกจ ที่ร่วมรายการ หรือแลกรับเงินคืน 15% โดยใช้คะแนนสะสมเท่ากับยอดใช้จ่ายตามเซลสลิปของ HSBC ขณะเดียวกัน พิเศษกับการร่วมลุ้นรางวัลใหญ่ เมื่อซื้อสินค้าในงานด้วยบัตรเครดิตครบ 500 บาท จะได้รับคูปองชิงโชค 1 ใบ เพื่อลุ้นกับแพ็กเกจบัตรห้องพักและของรางวัลมากมาย เช่น เทวัญ ดารา รีสอร์ทแอนด์สปา หัวหิน จำนวน 40 รางวัล และกล้องซัมซุง จำนวน 40 รางวัล เป็นต้น.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #42 on: September 03, 2010, 08:27:29 AM »

สอยไฟฟ้าจากฟ้า จะเอามาใช้งานได้ ไม่มีวันหมดสิ้นลง

มนุษย์คิดจะหาทางเก็บกวาดไฟฟ้าที่มีอยู่ในอากาศชื้นๆ มาใช้ประโยชน์ หากรู้วิธีจะหาเอามาใช้ได้ไม่มีวันหมด

ดร.เฟอนันโด กาเลมเบค ได้แจ้งในที่ประชุมสมาคมเคมีอเมริกันว่า เทคนิคนี้ได้มาจากปฏิกิริยาในบรรยากาศที่ยังไม่ค่อยรู้จักกัน ในการทดสอบได้พบว่า อาจจะใช้โลหะเก็บรวบรวมประจุไฟฟ้าเหล่านี้เอาไว้ได้ นับเป็นแหล่งพลังงานแห่งใหม่ ที่ได้จากสภาพลมฟ้าอากาศชื้นๆ อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญต่างๆหลายคนยังไม่เห็นพ้องด้วยกับเครื่องมือและผลที่ได้

ดร.กาเลมเบคอธิบายว่า "ความคิดพื้นฐานในเรื่องนี้ ก็คือ เมื่อเรามีพื้นของแข็งหรือของเหลวๆ ในสิ่งแวดล้อมที่ชื้นๆ ถ้าเอาแผ่นโลหะเก็บไว้ในสิ่งแวดล้อมที่เปียกชื้น จะก่อให้มีประจุไฟฟ้าขึ้นได้ ประจุจะจับอยู่กับแผ่นโลหะมากน้อยต่างกัน โดยไม่จำเป็นว่าเป็นประจุไฟฟ้าบวกหรือลบ มันจะสามารถต่อเข้าวงจรเป็นพักๆ เพื่อกำเนิดกระแสไฟฟ้าใช้งาน"

เขาเชื่อว่า หากมีการพัฒนาหลักการนี้ต่อไป อาจจะกลายเป็นแหล่งพลังงานในดินแดนที่เปียกชื้นตามส่วนๆ ต่างๆของโลก เช่น ในแถบโซนร้อนได้อย่างไม่มีวันหมด.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #43 on: September 03, 2010, 11:56:58 PM »

360 องศา: ดื่มน้ำก่อนอาหารช่วยลดนน.เร็วขึ้น  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กันยายน 2553 15:30 น.
   
การดื่มน้ำก่อนอาหาร 2 แก้วจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น 
 
 
       บีบีซีนิวส์ - น้ำไม่มีแคลอรี่ แต่การดื่มน้ำทำให้อิ่มได้ ดังนั้น การดื่มน้ำก่อนอาหารจึงช่วยลดน้ำหนักได้อีกทาง
       
       นักวิจัยจากเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ พบว่าผู้ที่ควบคุมอาหารสามารถลดน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 2.2 กิโลกรัม หากดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนอาหารทั้ง 3 มื้อของวัน
       
       กระนั้น นักวิจัยเตือนว่าแม้ดื่มน้ำทำให้อิ่มท้องได้โดยไม่มีแคลอรี่ แต่การดื่มน้ำมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง
       
       นักวิจัยได้ทดสอบทฤษฎีนี้กับผู้ใหญ่ 48 คน อายุระหว่าง 55-75 ปี โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์
       
       ในรายงานที่นำเสนอต่อที่ประชุมในบอสตันของสมาคมอเมริกัน เคมิคัล โซไซตี้เมื่อเร็วๆ นี้ เปิดเผยว่าอาสาสมัครกลุ่มแรกกินอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่ไม่ได้กินน้ำเพิ่มก่อนอาหาร
       
       สำหรับกลุ่มที่ 2 กินอาหารแคลอรี่ต่ำและดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนอาหารทุกมื้อ
       
       หลังผ่านไป 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ 2 ลดน้ำหนักได้ราว 7 กิโลกรัม และกลุ่มแรกลดได้ประมาณ 5 กิโลกรัม
       
       การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าคนวัยกลางคนและผู้สูงวัยที่ดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนอาหาร กินอาหารน้อยลง 75-90 แคลอรี่
       
       ศาสตราจารย์เบรนดา เดวี จากเวอร์จิเนีย เทค ผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ กล่าวว่านี่เป็นการทดลองครั้งแรกโดยการสุ่มและควบคุมเพื่อศึกษาผลจากการดื่มน้ำที่มีต่อการกินอาหาร
       
       “เราควรดื่มน้ำมากขึ้นและลดเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่สูง เพราะนี่เป็นวิธีการง่ายๆ ในการควบคุมน้ำหนัก”
       
       เครื่องดื่มไดเอ็ตหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ใช้สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาลอาจช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายรับเข้าไปและช่วยให้น้ำหนักลดลง ขณะที่น้ำอัดลมปกติมีน้ำตาลอยู่ถึง 10 ช้อนชา
       
       อนึ่ง การศึกษานี้ได้ทุนสนับสนุนจากอินสติติวท์ ฟอร์ พับลิก เฮลธ์ แอนด์ วอเตอร์ รีเสิร์ช

 
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #44 on: September 05, 2010, 08:16:07 AM »

Sony Happy  Day
3-5 กย.นี้เท่านั้น
ลดราคาสูงสุดถึง 80%

http://www.sony.co.th/microsite/happydays/?CID=happydays:matichon
Logged

Tip_LoVe MacHinE
sho
*
Offline Offline

Posts: 1,515


เราตามหาคนที่เรารัก แต่ละเลยคนที่รักเรา (พ่อ แม่)


« Reply #45 on: September 05, 2010, 10:01:46 PM »

 _09 _09 _09


มีประโยชน์มากเรยครับ ผมมาอ่าน10นาที แต่ได้รู้เรื่องราวตลอด 30วัน

ขอบคุณครับ
Logged

คนกล้าสู้โอกาศชนะมีครึ่งนึง คนไม่กล้าสู้ก็พ่ายแพ่ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #46 on: September 06, 2010, 08:39:23 AM »

เซ็นทรัลลาดพร้าว เปิดงาน “TOPs of the TOP OTOP” 6 ก.ย.นี้
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2553 00:49 น.
 
 
 
       บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้าน ท็อปส์ ซูเปอร์, ท็อปส์ มาร์เก็ต ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงาน “TOPs of the TOP OTOP” ภายใต้โครงการพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับคำสั่งซื้อ (TOP OTOP) แผนปฏิบัติการโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยโครงการนี้ได้จัดขึ้นก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 และมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนมีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพในการพัฒนาตนเองแบบบูรณาการ พร้อมทั้งยกระดับ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน” ให้มีรูปแบบและคุณภาพ ตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แล้วจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 6 กันายนนี้ เวลา 14.30 น. ณ ลานน้ำพุ ห้างเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว
 
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #47 on: September 16, 2010, 08:20:43 AM »

จัดระเบียบรถยนต์จดประกอบ
วันพุธ ที่ 15 กันยายน 2553 เวลา 9:28 น
   .เนื้อหาข่าว
เป็นข่าวเจาะเล็ก ๆ ที่ทีมข่าว “เดลินิวส์” พยายามเปิดโปงให้เห็นถึงขบวนการฟอกรถยนต์หรู รถยนต์โบราณ และรถสปอร์ตราคาแพง ที่ได้นำเข้าประเทศผิดกฎหมายแล้วทำให้ถูกกฎหมายด้วยวิธีการสุดแยบยล สำแดงการนำเข้าเป็นอะไหล่ หลบเลี่ยงภาษีศุลกากร ที่หากนำเข้ามาเป็นคันจะต้องเสียภาษีในอัตราแพงลิบลิ่วถึง 200-300% แล้วแต่ประเภทของรถยนต์ ทั้งยังเลี่ยงกฎหมายห้ามนำเข้ารถยนต์มือสองอีกด้วย โดยหลังจาก นำอะไหล่เข้ามาแล้ว จะนำไป “จดประกอบ” เป็นรถยนต์ทั้งคัน ใช้ใบรับรองความปลอดภัยจากวิศวกรด้วยวิธีฉ้อฉล ก่อนนำไปชำระภาษีสรรพสามิต ในอัตราที่น้อยกว่าการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
   
นอกจากนี้ยังมีการหลบเลี่ยงการตรวจสอบสภาพรถจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยนำรถเหล่านี้ไปติดแก๊ส เพื่อขอจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบก ก่อน “ฟอกรถยนต์” ให้ถูกต้องด้วยวิธี “ศรีธนญชัย” เมื่อได้ทะเบียนมา จะถอดแก๊สเปลี่ยนเครื่องยนต์นำไปจำหน่ายต่อ ขณะที่ตัวแทนนำเข้ารถยนต์อย่างถูกต้องได้แต่ตาปริบ ๆ ไม่กล้าหือ หากโวยขึ้นมามีหวังโดน “เอาคืน” เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ล้วนมีหน้ามีตาในสังคม มีตำแหน่งหน้าที่ มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งหากประเมินมูลค่าทางการตลาดของรถ ยนต์เหล่านี้ในขั้นต่ำน่าจะสูงถึง 1 พันล้านบาท คิดเป็นเงินภาษีนำเข้าที่รัฐต้องสูญเสียไปจำนวนมหาศาล
   
ทีมข่าว “เดลินิวส์” ได้เพียรพยายามเจาะลึก ในทุกประเด็นทุกเรื่องราว จึงพบข้อพิรุธและกรรมวิธีหลีกเลี่ยงภาษีมากมาย โดยเฉพาะการนำรถเฟอร์รารี รถแลมโบกินี ที่จดประกอบไปติดแก๊ส ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงกลับโยนปัญหาที่กลายเป็น “เผือกร้อน” นี้ ว่า ไม่ใช่หน้าที่ ยังดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ “ดีเอสไอ” ตั้ง    ท่าเตรียมรับเรื่องนี้มาเป็นคดีพิเศษ เพราะปัจจุบันมีทั้งชาวบ้าน ศิลปินดารา ที่ใช้รถจดประกอบอีกมาก โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้รถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน “มัจจุราชบนท้องถนน” และอาจถูกดำเนิน   คดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร
   
คาดหวังว่า เจ้ากระทรวงและข้าราชการที่เกี่ยว ข้อง ไม่ว่ากระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ จะบูรณาการแก้ปัญหาให้ถูกจุด ถูกกฎหมาย ร่วมกันสังคายนา จัดระเบียบรถยนต์จดประกอบเสียใหม่ ขออย่ามองว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงของเล่นคนรวยที่คนจนไม่สนใจ และรัฐบาลก็ไม่อยากแตะ “กลัวได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะนี่เป็นเรื่องของคนโกงกับสุจริตชน หากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ยังแอบขยิบตาแล้ว “กระเป๋าตุง” นโยบายปราบโกงของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็เป็นแค่การเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น.
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #48 on: September 21, 2010, 08:41:29 AM »

ลดรอยคล้ำรอบดวงตา
วันอังคาร ที่ 21 กันยายน 2553 เวลา 0:00 น
 
รอยคล้ำรอบดวงตา เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การเจ็บป่วย การอดนอน หรือการใช้สายตามากจนหักโหม วันนี้ เดลินิวส์ออนไลน์ มีวิธีการรักษามาบอก

ตำรับอายุรเวทบอกไว้ว่า ให้นำ มันฝรั่ง มาฝานบาง ๆ แล้ววางลงบนเปลือกตาทิ้งไว้ 15-20 นาที ค่อยเอาออก เพราะแป้งของมันฝรั่งจะช่วยทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาตึงขึ้น เมื่อผิวตึงขึ้นจะทำให้รอยคล้ำลดลงทีละน้อย หากใช้วิธีนี้แล้วรู้สึกว่าผิวรอบดวงตาแห้ง ก็ให้ใช้น้ำมันมะกอกทาบาง ๆ บนเปลือกตาก่อนนอน จะทำให้รอบดวงตาชุ่มชื้นขึ้น

ถ้าไม่มีมันฝรั่งลองใช้ แอปเปิ้ล ก็ได้ ฝานบาง ๆ แล้วปิดเปลือกตาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แร่ธาตุในแอปเปิ้ล เช่น โปแตสเซียม วิตามินบี วิตามินซี และสาแทนนิน จะเข้าไปช่วยลดรอยคล้ำรอบดวงตาได้
Logged

สม
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,357



« Reply #49 on: September 21, 2010, 08:53:55 AM »

6 อาหารโภชนาการ ..บูรณาการเซ็กซ์
http://www.thairath.co.th/content/life/112661
Logged

Pages: 1 [2] 3   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.281 seconds with 21 queries.