BigSedan.com
February 08, 2012, 01:29:41 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: จดบริษัทสัญชาติไทย กับบริษัทต่างชาติ ในประเทศไทยต่างกันยังไงบ้างอ่ะครับ  (Read 6280 times)
beboyd
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 4,071



« on: June 03, 2008, 01:56:09 PM »

คืออยากจะสอบถามว่า การจดบริษัทสัญชาติไทย (คนไทยถือหุ้นเกิน 51%)
กับ บริษัทสัญชาติต่างประเทศ (คนต่างชาติถือหุ้นได้ 100%)

มีอะไรที่ต่างกันบ้างครับ
Logged
^^AnniE@SupeR S.H.T.^^
sho
*
Offline Offline

Posts: 1,229



WWW
« Reply #1 on: June 04, 2008, 01:06:45 AM »

ธรรมดาแล้ว ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ล่ะ ที่เป็นได้ 100% ก็คือเป็นบริษัทต่างด้าวจ๊ะ เปิดแบบชั่วคราวเสดธุระก็กลับ  _09
Logged

beboyd
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 4,071



« Reply #2 on: June 04, 2008, 11:37:02 AM »

ธรรมดาแล้ว ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ล่ะ ที่เป็นได้ 100% ก็คือเป็นบริษัทต่างด้าวจ๊ะ เปิดแบบชั่วคราวเสดธุระก็กลับ  _09

แล้วสามารถเปิดแบบถาวรได้หรือเปล่าอ่ะ
Logged
Beautiful new accord
DoorMan
sho
**
Offline Offline

Posts: 497



« Reply #3 on: June 04, 2008, 02:49:09 PM »

                บริษัทต่างด้าวเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเรื่องการเข้ามาลงทุนของเงินทุนต่างประเทศในการถือหุ้นที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนในจำนวนไม่เกิดหุ้นครึ่งหนึ่งของทั้งหมด บริษัทนั้นก็เป็นบริษัทสัญชาติไทยที่จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ถ้ามีเงินทุนของต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นในจำนวนที่เกิดกว่าทุนครึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมด บริษัทนั้นจะถือว่าเป็นบริษัทต่างด้าว สำหรับกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเป็นบริษัทต่างด้าวและความสามารถในการประกอบธุรกิจของบุคคลที่ถือเป็นคนต่างด้าวนั้น

                 ก่อนหน้าปีพ.ศ. 2542 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหลักเกณฑ์ในการนำมาพิจารณา แต่เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ได้นำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดการองค์กรของรัฐ หรือตัวกฎหมาย เพราะสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นก็คือ การกำหนดนโยบายทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์แก่นักการเมืองมากกว่าผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ   โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย และการบริหารงานของรัฐบาลที่ดำเนินเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เมื่อมีการไหลออกหรือถอนทุนของต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยล้มลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
 
                  พระราชบัญญัติ ฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ โดยสงวนธุรกิจบางประเภทที่มีความสำคัญต่อประเพณีวัฒนธรรมของคนไทย หรือที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ ไว้ให้คนไทยสามารถประกอบธุรกิจได้เท่านั้น
1.บุคคลที่มีสัญชาติไทย
2.บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือคนต่างชาติ

                  หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้อบทข้างต้นจะเห็นได้ว่าผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายนี้ คือ บุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยมีสิทธิในการประกอบธุรกิจได้ทุกประเภท แต่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือคนต่างชาติเป็นบุคคลที่ถูกตัดสิทธิโดยห้ามประกอบธุรกิจบางประเภท

                  ผู้ทรงสิทธิ คือ บุคคลที่มีสัญชาติไทย หมายความว่า ต้องเป็นบุคคลที่ผ่านกระบวนการการได้รับสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ต้องได้รับสัญชาติไทยตาม ? พระราชบัญญัติสัญชาติ ปีพ.ศ. 2508 ? ซึ่งกำหนดให้บุคคลได้รับสัญชาติไทยในกรณี

1.การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตามมาตรา 7 ถึงมาตรา 8

2.การได้สัญชาติไทยโดยการที่หญิงต่างชาติสมรสกับชายที่มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 9

3.การได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตามมาตรา 10

4.การได้สัญชาติไทยโดยการกลับคืนสัญชาติ ตามาตรา 23 ถึง 24


บุคคลที่เป็นผู้ได้สัญชาติตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะเป็นผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
 
                ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดอาชีพหรือธุรกิจที่ห้ามคนต่างชาติทำไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติซึ่งบัญชีนี้แบ่งออกเป็น 3 บัญชี ตามข้อบทมาตรา 8 คือ

1.การห้ามไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามบัญชีหนึ่ง ด้วยเหตุผลพิเศษ

2.การห้ามไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามบัญชีสอง ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ เป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี และหัตถกรรมพื้นบ้าน หรือเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม

3.การห้ามคนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามบัญชีสาม ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่แข่งขันในการประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว

 
                ในการพิจารณาตัวบุคคลที่จะถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือเป็นคนต่างด้าวที่จะถูกตัดสิทธิตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นี้ การพิจารณาแบ่งออกเป็นทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

 
                ในลักษณะของบุคคลธรรมดานั้นการพิจารณาความเป็นคนต่างด้าวใช้ข้อบทตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ปีพ.ศ. 2508 ข้างต้นในการพิจารณา แต่ส่วนนิติบุคคลนั้นหลักเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลต่างด้าวหรือไม่ พิจารณาได้ตามข้อบทมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึงกำหนดให้ความหมายของคนต่างด้าว หมายความถึง...

(3) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย และมีลักษณะมีหุ้นอันเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลหรือ ลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดโดยบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย หรือเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย

(4) นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีหุ้นอันเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคล หรือลงทุนมีมูลค่าตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคล โดยบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย หรือบุคคลตามข้อ (3) ข้างต้น

 
                ในช่วงก่อนที่จะมีการออกพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดีข้อเสียของตัวพระราชบัญญัติโดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่จะป้องกันการเข้าถือครองหรือประกอบธุรกิจที่สำคัญของคนต่างด้าวเพื่อป้องกันกรณีที่อาจเกิดความรุนแรงในการไหลออกของเงินทุนต่างชาติเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 แต่อีกฝ่ายกลับมองว่าการออกข้อกำหนดนี้จะไม่เป็นการป้องกันความรุนแรงของการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ แต่เป็นผลก่อให้เกิดการป้องกันการเข้ามาของเงินทุนมากกว่า และจะทำให้เกิดการชะลอของขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ โดยหลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นต้นมาเศรษฐกิจของประเทศหลังวิกฤติเศรษฐกิจมีลักษณะดีขึ้นเป็นลำดับ แม้จะไม่เท่ากับยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูก็ตาม

 
                สำหรับความสามารถของบริษัทต่างด้าวในการถือครองทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินนั้นปรากฏข้อบทอยู่ในประมวลกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา 97 ที่กำหนดให้นิติบุคคลดังต่อไปนี้ให้มีสิทธิในที่ดินได้เหมือนกับคนต่างด้าว

1. บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีหุ้นอันเป็นทุนจดทะเบียน ถือโดยคนต่างด้าวเกินกว่าร้อยละ49 ของทุนจดทะเบียน หรือผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี

2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้ว ที่มีคนต่างด้าวลงหุ้นมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละ49 ของทุนทั้งหมด หรือผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนของผู้เป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี

3. สมาคมรวมทั้งสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวน หรือดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์คนต่างด้าวโดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนใหญ่

4. มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์คนต่างด้าวโดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนใหญ่

 
สำหรับในเรื่องการครอบครองคอนโดที่อยู่อาศัยนั้นเป็นไปตาม พระราชบัญญัติอาคารชุด ปีพ.ศ. 2522 โดยกำหนดในมาตรา19 ให้คนต่างด้าวและนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว อาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ ถ้าเป็นคนต่างด้าวและนิติบุคคล ดังต่อไปนี้

1. คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง               

2. คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน               

3. นิติบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 97 และมาตรา98 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย

4. นิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่281 ลงวันที่24 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

5. คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรหรือถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศหรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ

                 รวมทั้งในมาตรา 19 ทวิยังกำหนดให้คนต่างด้าวถือครองตัวอาคารชุดหรือคอนโดไม่เกินร้อยละ 49 ของอาคารทั้งหมดอีกด้วย      


ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่..) ที่เสนอแล้วได้ให้นิยาม ? คนต่างด้าว ? ไว้เหมือนกฎหมายเดิม ว่าเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย และมีต่างด้าวถือหุ้นเกินครึ่ง โดยเรามาเพิ่มว่านิติบุคคลหรือคนต่างด้าวที่มีสิทธิออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งให้ถือว่าเป็นบริษัทต่างด้าว และได้ตั้งข้อยกเว้นว่า ข้อตกลงนั้นจะต้องทำขึ้นอย่างสุจริต จะต้องพิสูจน์ให้เห็นเหตุผลและความจำเป็นทางธุรกิจ และเราไม่ถือว่าข้อตกลงการร่วมทุนเป็นกฎหมายทั้งหมด เพราะบางกรณีอาจจะทำโดยสุจริตก็ได้ เช่น คนไทยอาจลงทุนเกินกว่าร้อยละ 50 แต่ยอมให้ต่างด้าวมีสิทธิ์ออกเสียงมากกว่า เพราะอาจจะได้ผลประโยชน์ทางอื่นมากกว่า เช่น ต่างด้าวเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าที่เราผลิต ต่างด้าวมีเทคโนโลยี คนไทยอาจได้ประโยชน์ทางอื่น เช่นว่า เมื่อบริษัทตั้งขึ้นมาแล้วให้คนไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว โดยบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่จะต้องใช้โลจิสติกส์ของคนไทย ซึ่งตรงนี้ถ้ามองแล้วจะเห็นว่าเป็นสิทธิของคนไทยที่จะทำข้อตกลงโดยไม่ผิดกฎหมาย


.

Logged

*---- บริการแก้ปัญหาคดียุ่งยาก ซับซ้อน   มีปัญหาทางคดีที่ยากๆ คิดไม่ตก  โทร 085-6777997*---- บริการแก้ปัญหาคดียุ่งยาก ซับซ้อน   มีปัญหาทางคดีที่ยากๆ คิดไม่ตก  โทร 085-6777997*---- บริการแก้ปัญหาคดียุ่งยาก ซับซ้อน   มีปัญหาทางคดีที่ยากๆ คิดไม่ตก  โทร 085-6777997
beboyd
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 4,071



« Reply #4 on: June 04, 2008, 04:35:14 PM »

ขอบคุณพี่ชู มากเลยครับผม  _01
Logged
nukung04
sho
*
Offline Offline

Posts: 1


WWW
« Reply #5 on: July 22, 2010, 02:05:56 PM »

สวัสดีค่ะ  egg20
Logged

Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.173 seconds with 22 queries.