BigSedan.com
May 24, 2012, 04:18:44 PM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: โรคเบาหวาน  (Read 1434 times)
moonahola
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 440



« on: July 14, 2008, 10:00:59 AM »

วันนี้เรามาสำรวจตัวเองกันดีกว่านะครับ ว่าพวกเรามีอาการเหล่านี้บ้างรึเปล่า อาการกินจุ กินเยอะแต่กลับผอมลง ปวดปัสสาวะบ่อยๆ หิวน้ำบ่อยๆและมีภาวะขาดน้ำ
ถ้ามีอาการแบบนี้แสดงว่าเราอาจจะเจอกับโรคเบาหวานเข้าแล้วนะครับ

เราเคยสงสัยกันมั้ยครับว่าทำไมถึงมีอาการแบบนี้?
อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่าในร่างกายของเรานั้นมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยปรกติเนี่ยเวลาที่เราทานอาหารเข้าไปนั่น สารอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
และร่างกายของเราก็จะนำน้ำตาลที่ได้ไปใช้ให้เกิดพลังงาน โดยผ่านทางเซล์หรือหน่วยเล็กๆเพื่อเอาไปเผาผลาญนั่นเอง ส่วนสารเคมีหรือฮอโมนที่ทำหน้าที่เอาน้ำตาลเข้าเซล์
นั้นชื่อว่า ฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกสร้างและหลั่งออกมาจากตับอ่อนของเรา

และในผู้ป่วยเบาหวานนั้น เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะไม่สามารถนำน้ตาลไปใช้ได้ ก็เพราะว่าร่างกายเค้าขาดอินซูลินหรืออินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี
จึงเกิดเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง หรือเรียกว่าโรค เบาหวาน กล่าวคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อยๆและมีน้ำตาลออกมาด้วย ถ้าหากรุนแรงร่างกายจะสลายไขมันมาใช้
เป็นพลังงานแทนน้ำตาลได้สารที่เรียกว่า กรดคีโตน ทำให้มีอาการหายใจหอบลึก

เบาหวานไม่ได้เกิดแค่เฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้นนะครับ แต่เด็กและวัยรุ่นเองก็เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน

โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นนั้นจะมีอยู่  2 ชนิดหลักนะครับ
เบาหวานชนิดที่ 1
เกิดจากการที่ร่างกายต่อต้านเซลล์ของตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน เลยทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดอินซูลิน
เด็กๆที่เป็นเบาหวานชนิดนี้มักมีอายุน้อยกว่า 10 ปี แต่ไม่ใช่แค่ในเด็กๆเท่านั้นนะครับ ในวัยรุ่นเองก็พบได้เช่นเดียวกัน
อาการของเบาหวานชนิดนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ในบางรายอาจจะรุนแรงถึงขั้นมีกรดคั่งในเลือดก็เป็นได้ครับ

เบาหวานชนิดนี้ทางการแพทย์เค้าคาดว่าเกิดจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์ การติดเชื้อบางอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเบาหวานชนิดนี้ การรักษา รักษาโดยการฉีดฮอร์โมนอินซูลิน
เข้าสู่ผิวหนังครับ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ และยังไม่วิธีป้องกันนะครับ คณะแพทย์และนักวิจัยกำลังพยายามหาวิธีป้องกันในเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
เช่น เด็กที่มีพี่น้องป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และวิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อน ซึ่งยังต้องติดตามผลการวิจัยต่อไปครับ

เบาหวานชนิดที่2
มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป และขาดการออกกำลังกาย
เด็กที่เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 คือ เด็กอ้วนและกำลังเข้าสู่วัยรุ่น แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี เช่นกันครับ
ที่เด็กอ้วนเป็นเบาหวานก็เพราะว่า ในเด็กอ้วนจะมีเซล์ไขมันเป็นจำนวนมาก และพวกเซล์ไขมันพวกนี้จะปล่อยสารต่างๆออกมา เช่น กรดไขมันที่ทำให้ร่างกายดื้อต่ออินสูลิน
ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็น ?โรคเบาหวาน? นั่นเองครับ

อาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 นี้จะมีอาการน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีอาการอะไรเลยครับ และส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงเท่ากับชนิดแรก เลยทำให้ตรวจพบล่าช้า
คนที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้มีปัจจัยเสี่ยงคือ มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดนี้ มีภาวะโรคอ้วน เป็นคนเชื้อชาติเอเชีย มีปื้นดำๆหนาๆ ที่คอ เรียกว่า อะแคนโทสิส
การรักษาเบาหวานชนิดนี้ คือ ผู้ป่วยต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายควบคู่กับการให้ยารับประทาน แต่ถ้าหากรักษาไม่ได้ผล ก็อาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลินครับ

ในการป้องกันเบาหวานชนิดแรกนั้นแพทย์ยังไม่พบวิธีป้องกันเลยนะครับ แต่สำหรับชนิดที่2 นั้น สามารถป้องกันได้โดยการ ให้เด็กทานอาหารที่มีประโยชน์นั่นเองครับ
อย่งเช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ และลดอาหารจำพวกที่ให้พลังงานสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไก่ทอด นมเปรี้ยว น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง และที่สำคัญขนมถุงๆครับ
และนอกจากนั้น เราควรส่งเสริมให้เด็กๆออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เตะบอล ตีแบต วิ่งเล่นกับเพื่อนๆอย่างน้อยวันละ 30 นาทีก็ได้ครับ 3 วันต่อสัปดาห์
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กๆเป็นโรคอ้วนครับ

และถ้าหากเรามีกรณีแบบนี้รีบไปพบแพทย์นะครับ
1. หากตรวจพบว่ามีอาการผิดปกติอย่าง เช่น ปัสสาวะบ่อยๆ กระหายน้ำ กินเยอะแต่ทำไมผอมลง หรือปัสสาวะมีมดตอม เวลาเป็นแผลจะหายช้า หรือติดเชื้อที่ผิวหนัง
2. ถ้าเด็กหรือวัยรุ่นอ้วน และมีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานด้วย
3. มีปื้นดำๆที่คอ
หากพบอาการ 1 ใน3 นี้ก็ควรไปพบแพทย์ซะตั้งแต่เนิ่นๆนะครับ โดยแพทย์จะทำการตรวจเบาหวาน ด้วยวิธีตรวจจากเลือด
หากระดับน้ตาลในเลือดหลังจากที่เราอดอาหาร อย่างน้อย 8 ชม.มีค่าเท่ากับ หรือมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิเบล ก็ถือว่าเป็นโรคเบาหวานครับ
หรือถ้าหากพบว่าระดับน้ำตาลหลังอาหาร หรือ หลังกินน้ำตาล (ตามแพทย์สั่ง) เป็นเวลา 2 ชม. มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ถือว่าเป็นเบาหวานเช่นกันครับ

อย่าลืมนะครับ ลองสังเกตุตัวเอง สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร หลานของท่านว่ามีปัจจัยเสี่ยง หรืออาการของเบาหวานรึเปล่า หากพบควรไปพบแพทย์เพื่อรักษา
และหากพบว่าบุตร หลานของท่านมีอาการของเบาหวานควรมารับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ครับ


เรียบเรียงโดย น้องถั่ว PisTaChiO จาก Siriraj E-Public Library ?เบาหวาน?.......เรื่องไม่เบาที่เด็กและวัยรุ่นควรใส่ใจ โดย ผศ.พญ. ไพรัลยา นาควัชระ
Logged

NUM@K.tok
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 9,552


!!! อิอิอิ อีเขียว !!!


« Reply #1 on: July 16, 2008, 04:25:31 PM »

 _09 _09 ของพวกนี้ น่าสนใจจริงๆ


Logged

คุยเรื่องรถได้นะครับ 0896951515
ツProMÿMïñT®™
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 3,770


ツ อย่าเยอะ..หรือมากไป เกรงใจคนอื่นบ้างก็ดี ツ


WWW
« Reply #2 on: July 17, 2008, 03:15:37 PM »

ขอบคุณน้องหนุ่มและน้องถั่วที่ให้ความรู้    _01
Logged



Thank you every obstacle that is driven to continue living.
(Love Good Love No But.)
jokerzero
sho
*
Offline Offline

Posts: 16


WWW
« Reply #3 on: October 01, 2010, 02:48:54 PM »

ระวัง! นอนไม่พอเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น



คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐ เสนอผลการศึกษาล่าสุด พบว่า การนอนมีผลต่อความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่นอนน้อยในเวลากลางคืน ประกอบกับไม่ออกกำลังกายและรับประทานอาหารมากเกินพอดี อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากขึ้น

นายแพทย์พลาเมน เปเนฟ นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยชิคาโกและคณะทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเพศชายและ หญิงวัยกลางคน จำนวน 11 คนที่มีสุขภาพดี แต่ไม่ออกกำลังกาย ผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ทำการเก็บข้อมูลนาน 14 วัน โดยให้พวกเขาเหล่านี้เอาแต่นั่งๆ นอนๆ และทานอาหารได้อย่างเต็มที่ ส่วนการนอนก็ให้นอนคืนละ 5 ชั่วโมงครึ่ง และ 8 ชั่วโมงครึ่ง

สิ่งที่พบคือ ผู้ใหญ่ที่มีเวลานอนลดลงจาก 8 ชั่วโมงครึ่งเหลือ 5 ชั่วโมงครึ่ง จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ต่อการตอบสนองการตรวจสอบน้ำตาล ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับคนที่กำลังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นเบาหวาน

หากผลการวิจัยนี้ได้รับคำยืนยันจากการศึกษากับกลุ่ม ตัวอย่างที่มากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งว่า การนอนหลับอย่างเพียงพอมีความสำคัญต่อการหลีกเลี่ยงโรคเบาหวานได้พอๆ กับการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

 
สนับสนุนเนื้อหา
 
 คำที่เกี่ยวข้อง :  เบาหวาน   พักผ่อน   นอนน้อย   การนอน   
Logged

Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.139 seconds with 21 queries.