ความรับผิดชอบของผู้เช่าซื้อ เมื่อรถยนต์ได้สูญหายไปแล้วมีว่าอย่างไร 
ในเรื่องของการเช่าซื้อนั้น แต่เดิมกฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ถ้าผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์ในรถที่เช่าซื้อยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ และถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวดติดต่อกัน ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
แต่ในทางปฏิบัติผู้ให้เช่าซื้อมักจะทำสัญญาระบุมัดมือไว้ว่า แม้ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว ผู้ให้เช่าซื้อก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที หรือระบุให้เลิกสัญญาทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว ซึ่งเดิมข้อสัญญาอย่างนี้ใช้ได้ หากสัญญาเลิกแล้ว ค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อชำระมาแล้วทั้งหมดจะตกเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิ์ที่จะกลับเข้าครอบครองรถที่เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงต้องคืนรถให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ถ้าไม่คืนก็ต้องใช้ค่าเสียหาย ( ค่าขาดประโยชน์เท่ากับค่าเช่าซื้อจากการที่ผู้เช่าซื้อยังใช้รถนั้นอยู่ ) ให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนกว่าจะคืน
สำหรับกรณีที่รถที่เช่าซื้อสูญหายไปแล้วนั้น เคยมี คำพิพากษาศาลฎีกาได้พิพากษาไว้สรุปเป็นใจความได้ว่า
เมื่อรถที่เช่าซื้อถูกลักไป สัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อย่อมเลิกกัน ผู้ให้เช่าซื้อคงมีสิทธิริบค่าเช่าซื้อที่ส่งไว้แล้ว
ส่วนค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่นั้น..... ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกให้ผู้ให้เช่าซื้อชำระ แม้สัญญาเช่าซื้อจะมีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ได้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชำระหรือไม่ชำระก็ได้ ถ้ากำหนดชำระจะกำหนดเท่าใดก็ได้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงค่าเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับการชำระมาแล้ว ประกอบกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับจากบริษัทประกันภัย
หากศาลเห็นว่าค่าเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับมาแล้ว รวมกับค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยไม่เพียงพอกับความเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ ศาลก็จะกำหนดให้เพียงพอกับความเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ แต่ถ้าเห็นว่าเพียงพอแล้วก็จะไม่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้ออีก
อีกประการหนึ่ง
ถ้าได้รถยนต์ดังกล่าวกลับคืนมา รถดังกล่าวก็ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิในรถดังกล่าวอีกต่อไป เพราะสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อเลิกกันแล้ว
แม้คำพิพากษาฎีกานี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ 2535 ก่อนที่จะมีประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ 2543 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน 2543 ก็ตาม แต่หากพิจารณาตามเหตุผลที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับไปแล้วว่า เพียงพอคุ้มค่ากับความเสียหายหรือไม่เพียงใด มากกว่าที่จะวินิจฉัยตามเงื่อนไขข้อความตามสัญญา ซึ่งฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อมักจะเขียนสัญญาให้เอาเปรียบผู้เช่าซื้อจึงนับว่าเป็นความยุติธรรมที่ถือเป็นบรรทัดฐานมาจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม การสูญหายของทรัพย์สินที่เช่าซื้อนั้น จะต้องเป็นการสูญหายที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการสูญหายอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการเสแสร้งแต่งเรื่องขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดตามสัญญา มิฉะนั้นอาจถูกข้อหาฉ้อโกง แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ยักยอกทรัพย์ ฯลฯ
ยินดีให้คำปรึกษาปัญหากฎหมาย ฟรี
.