BigSedan.com
May 25, 2012, 01:31:13 AM *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
   Home   Help Search Login Register Chat  
Pages: [1]   Go Down
  Print  
Author Topic: เอ่อ..คุณครับ..จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะขอดูอะไรๆใต้กระโปรง?..ภาค2  (Read 710 times)
beboyd
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 4,076



« on: February 25, 2008, 09:51:43 AM »

   ?เอ่อ..คุณครับ..จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะขอดูอะไรๆใต้กระโปรง?..ภาค2
ชื่อผู้ส่งบทความ คุณ 666       [8/9/2004 7:11:08 AM]
จำนวนผู้เข้าชม 2444 คน       จำนวนคนตอบ 9 คน        

จำนวนคนโหวต 9 คน
________________________________________

?เอ่อ..คุณครับ..จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะขอดูอะไรๆใต้กระโปรง?..ภาค2

?..ก่อนที่จะลงมือเขียนภาค2นั้น ได้แวะไปดูภาคแรกมาซึ่งเท่าที่เห็นก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะมันคงเป็นเรื่องที่พื้นฐานจนเกินไปซึ่งหลายๆท่านอาจจะรู้อยู่แล้ว ดังนั้นความมุ่งหวังในมินิซีรี่ที่ว่าจะเขียนยาวๆก็เลยอาจจะสั้นและจบเร็วกว่าที่คิดไว้นะครับ?..

?..ไม่ท้าวความนะครับ มาต่อถึงเรื่องระบบระบายความในรถยนต์ร้อนด้วยน้ำซึ่งต่อจากภาคแรกเลยดีกว่านะครับ?..

ก็ขอต่อกันด้วยอุปกรณ์ในระบบระบายความร้อนตัวที่ค้างไว้ต่อจากภาคแรกเลยนะครับ

ฝาแรงดันสูงแบบติดอยู่กับถังพักน้ำ

ก็คล้ายๆกับฝาปิดหม้อน้ำนั่นแหละเพียงแต่มันมาอยู่ที่ถังพักน้ำแทนส่วนใหญ่ใช้กับหม้อน้ำที่ไม่มีฝาปิด มันก็ประกอบไปด้วยสปริงสองชุดเหมือนกันเพียงแต่การทำงานอาจจะต่างกันออกไปจากฝาปิดแรงดันสูงที่ติดอยู่กับหม้อน้ำคือเมื่อไม่มีการไหลวนของน้ำหรือระดับน้ำสูงขึ้นหรือช่วงอุณหภูมิต่ำแต่พื้นที่ในหม้อพักน้อยลงทำให้แรงดันน้ำสูงขึ้นสปริงชุดนึงเป็นชุดตั้งค่าแรงดันของน้ำในหม้อพักถ้าน้ำมีแรงดันสูงขึ้นก็จะสามารถเอาชนะแรงสปริงได้และจะดันสปริงให้สูงขึ้นเพื่อเปิดทางให้อากาศแรงดันสูงปล่อยทิ้งระบายแรงดันออกไป ส่วนอีกตัวก็จะเป็นสปริงที่เหมือนลิ้นหรือวาล์วสุญญากาศนั่นแหละมันจะทำงานก็ต่อเมื่อระดับน้ำถูกดูดออกไปหรือเมื่อมีการไหลวนของน้ำจนน้ำยุบตัวลงหรือเมื่อน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นมันก็จะเปิดเอาอากาศข้างนอกเข้ามาแทนที่ระดับน้ำที่ยุบไปเพื่อรักษาแรงดันในหม้อพักให้คงที่

ข้อดีของฝาปิดหม้อน้ำแบบนี้คือมีแรงดันกักเก็บที่หม้อพักทำให้สามารถดันน้ำกลับสู่ระบบได้ง่ายและรวดเร็ว

ที่ไม่ดีนักคือยากต่อการดัดแปลง ราคาแพงและต้องใช้แบบเฉพาะรุ่นเท่านั้น

การเลือกใช้งาน

แม้ว่าฝาปิดหม้อน้ำแบบนี้จะมีค่าแรงดันเหมือนกับฝาปิดที่ติดอยู่กับหม้อน้ำเช่น 0.5Bar(7PSI)-0.7Bar(10PSI)-0.9Bar(13PSI)-1.0Bar(14.5PSI)-1.1Bar(16PSI)แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ระบุตัวเลขมาการเลือกมาใช้จึงต้องซื้อเฉพาะที่เป็นยี่ห้อและรุ่นนั้นๆเท่านั้น

การดูแลรักษาโดยทั่วไป

ก็คงไม่ต่างจากฝาปิดหม้อน้ำที่ติดกับหม้อน้ำเลยนะครับเพราะมันลักษณะคล้ายๆกันและถูกทอดทิ้งเหมือนๆกันแถมฝาปิดแบบน้ำจะถูกทอทิ้งมากกว่าด้วยมีหลายๆคนไม่เคยคิดจะเปลี่ยนมันเลยด้วยซ้ำ อาจจะไม่รู้หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่นะครับแต่ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะปลี่ยนฝาปิดหม้อน้ำทุกๆ 3-4ปี หรือทุก 4-5หมื่นกิโลเมตรเช่นกันแต่เนื่องจากราคาที่สูงก็อาจจะเพิม่เป็นซักทุกๆ 5ปีหรือไม่เกิน 7หมื่นกิโลเมตรก็ยังไหวอยู่ครับเพราะตัวนี้คุณภาพจะสูงกว่าฝาปิดแบบที่ติดกับหม้อน้ำเยอะครับแต่ยังไงมันก็มียางกันรั่วตรงขอบจุดสัมผัสระหว่างฝาปิดกับถังพักที่มีอายุของมันรวมไปถึงความแข็งของสปริงที่จะล้าลงเรื่อยๆตามอายุงานทำให้แรงดันเกิดรั่วไหลการกักเก็บแรงดันลดลงทำให้จุดเดือดของน้ำลดลง(กล่าวไปแล้วในภาคแรก)

ถังพักน้ำสำรอง

ก็แยกเป็นสองประเภทเหมือนกับฝาปิดแรงดันสูงคือถังพักธรรมดา(หม้อน้ำมีฝาปิด)กับถังพักแรงดันสูง(หม้อน้ำไม่มีฝาปิด)

ถังพักน้ำธรรมดา

สิ่งที่ควรเก็บข้อมูลคือเวลาไปถ่ายน้ำหรือล้างหม้อน้ำควรจะจดบันทึกปริมาณน้ำในถึงพักว่าระดับในถังถึงจุดต่ำสุดประมาณกี่ลิตรและถึงจุดสูงสุดประมาณกี่ลิตรเพราะเวลาที่ถังเสียหายและหาอะไหล่ไม่ได้หรือหาไม่ทันเราสามรรถนำถังของรุ่นอื่นมาใส่แทนหรือแม้แต่ขวดพลาสติดธรรมดามาต่อท่อใช้ชั่วครวได้เพียงแค่ทำเครื่องหมายจุดต่ำสุดและสูงสุดของระดับน้ำใหม่เท่านั้น ควรตรวเช็คอยู่เสมอว่าถังพักไม่มีรอยแตกร้าวหรือรั่ว ถ้าร้าวหรือรั่วก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันที

ถังพักน้ำแรงดันสูง

เป็นถังแบบพิเศษทนแรงดันสูงและพื้นที่เฉพาะหรือจำกัดในการจัดวางก็ควรเก็บข้อมูลปริมาณน้ำเช่นกันเพราะในการณีที่หาถังพักไม่ได้จริงๆก็สามารถใช้ถังยี่ห้ออื่นในรถรุ่นที่ปริมาณความจุของรถหรือซีซีของรถเท่ากันมาใช้ทดแทนกันได้ ยิ่งถ้ามีตัวเลขระบุแรงดันมาด้วยก็ยิ่งสามารถเทียบหาได้ง่ายแต่กรณีที่ไม่บอกตัวเลขมาส่วนใหญ่แล้วรถขนาดซีซีที่เท่ากันจะมีแรงดันใกล้เคียงกันสามารถทดแทนกันได้เพียงแต่ต้องทำระดับสูงสุด-ต่ำสุดใหม่เท่านั้น

การเช็คระดับน้ำ

ระดับน้ำในถังพักทั้งสองแบบจะเหมือนกันคือเวลาเครื่องร้อนน้ำในถังพักจะสูงขึ้นเพราะน้ำในระบบร้อนขึ้นและขยายตัวล้นมาเก็บที่ถังพัก ส่วนตอนเครื่องเย็นระดับน้ำจะลดลงเพราะน้ำในถังพักจะไหลกลับไปทดแทนส่วนที่ระบายออกมาหรือหดตัวลงของน้ำในระบบจนเกิดช่องว่างแต่ถังพักชนิดแรงดันสูงเมื่อเครื่องเย็นน้ำจะไหลกลับได้ดีกว่าเพราะมีแรงดันช่วยแม้ว่าจะมีการรั่วในระบบบางจุดที่ห่างออกไปน้ำในถังพักจะสามารถไหลเข้าในระบบได้เลยโดยไม่ต้องรอจนเครื่องเย็น การตรวจเช็คระดับน้ำของถังพักทั้งสองแบบจึงตรงข้ามกันกล่าวคือถังพักแบบธรรมดาให้ดูตอนเครื่องร้อนว่าระดับน้ำพอดีกับขีดสูงสุด(MAX)ถ้าพร่องก็เติมให้พอดี แต่ถ้าเครื่องเย็นระดับน้ำจะอยู่ที่จุดใดๆก็ได้แต่ต้องสูงกว่าระดับต่ำสุด(MIN)หรือช่วงระหว่างMAX กับ MINที่สำคัญคือตอนที่เครื่องเย็นระดับน้ำของถังพักธรรมดาไม่ควรอยู่ที่ระดับMAXที่ถูกควรจะต่ำกว่าMAXเพราะเมื่อเครื่องร้อนน้ำมันจะสูงขึ้นอาจจะล้นออกมาได้ ส่วนถังพักน้ำแรงดันสูงควรเช็คตอนที่เครื่องร้อนว่าระดับต้องไม่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเ(MIN)เสมอ ถ้าตอนเครื่องร้อนระดับมันต่ำกว่าจุดต่ำสุดควรดับเครื่องแล้วรอให้เครื่องเย็นแล้วค่อยเปิดฝา(ระวังหน่อยเพราะมีแรงดันสูงอยู่ในนั้น)จากนั้นก็ติดเครื่องรอจนเครื่องร้อนแล้วค่อยเติมน้ำจุดถึงระดับสูงสุดเพราะอาจจะมีการรั่วในระบบหรือพวกท่อน้ำขยายตัวมากเพราะเสื่อมสภาพมากแล้ว ถ้าระดับน้ำต่ำกว่าจุดต่ำสุดอาจจะทำให้มีอากาศรั่วเข้าไปในระบบน้ำหล่อเย็นและไปบล็อคในระบบทางเดินของน้ำจนเป็นสาเหตุเครื่องโอเวอร์ฮีตได้ หรือถ้าจะตรวจเช็คและเติมน้ำของระบบถังพักแรงดันสูงกันจริงๆก็ควรทำตอนที่เครื่องเย็นโดยเปิดฝาแรงดันสูงออกแล้วติดเครื่องรอจนเครื่องร้อน(ราว 5-10นาทีหรือมีไอร้อนจากน้ำในหม้อพักให้เห็น)แล้วค่อยเติมน้ำให้อยู่ที่ระดับสูงสุดแล้วปิดฝาหม้อพัก

วาล์วน้ำ

หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่าเทอร์โมสตัท แล้วไอ้ตัวที่ว่ามันอยู่ตรงไหน? สำหรับท่านที่ไม่เคยเปลี่ยนหรือไม่เคยรู้หรือมือใหม่ถ้าอยากรู้ว่าวาล์วน้ำมันอยู่ตรงไหนก็ลองไปดูที่หม้อน้ำจะเห็นท่อน้ำบนของหม้อน้ำแล้วลองไล่ไปตามท่อน้ำบนนั้นไปที่ตัวเครื่องก่อนที่จะเข้าตัวเครื่องหรือตัวสุดท้ายที่มองเห็นหลังจากสุดท่อน้ำบน..ตัวนั้นแหละครับที่เขาเรียกว่าวาล์วน้ำหรือตัวเทอร์โมสตัท เจ้าตัวนี้มันทำหน้าที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของน้ำโดยมีอุณหภูมิเป็นตัวกำหนดการทำงานโดยเมื่อเครื่องเย็นหรือติดเครื่องยนต์ใหม่ๆวาล์วน้ำมันจะปิดอยู่เพื่อให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วไปที่อุณหภูมิที่เหมาะสม(ราว 82-102องศาเซลเซียสหรือประมาณกึ่งกลางของเกจ์วัดความร้อนที่หน้าปัด)ซึ่งเป็นจุดที่การเผาไหม้ทำได้ดีและการสึกหรอต่ำ และเมื่อความร้อนสูงถึงอุณหภูมิที่กำหนดวาล์วน้ำก็จะเปิดออกเพื่อให้น้ำร้อนไหลออกจากเครื่องยนต์และน้ำเย็นไหลเข้าไปแทนที่ มันจะเปิดๆ-ปิดๆอยู่อย่างนี้เพื่อรักษาระดับของอุณภูมิของน้ำให้อยู่ในย่านที่กำหนดตามค่าของมันหรือให้เปล่ยนแปลงน้อยที่สุด

ชนิดของวาล์วน้ำ

วาล์วน้ำมีอยู่หลายชนิดเช่นแบบแท่งขยายตัว แบบลิ้นคู่หรืออาจจะรู้จักในนามแบบลอน-แบบปลอก-แบบผี้เสื้อซึ่งคงไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เอาเป็นว่าที่ใช้งานโดยทั่วไปจะอาศัยหลักกการของเหลวขยายตัวเเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นพื่อให้เอาชนะแรงสปริงแล้วดันวาล์วให้เปิดออกและเมื่ออุณหภูมิต่ำลงแรงสปริงก็จะเอาชนะแรงขยายตัวหรือสารนั้นๆหดตัวลงวาล์วน้ำก็จะปิด สารขยายตัวที่ว่านี้จะมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี(ถ้ารั่วซึม)และมีจุดเดือดต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับน้ำเช่นแว็กหรือขี้ผึ้ง เป็นต้น ปริมาณของของเหลวที่บรรจุและแรงดันหรือความแข็งของสปริงจะเป็นตัวกำหนดว่าวาล์วน้ำจะเปิดที่อูรหภูมิเท่าไหร่หรือเปิดสุดที่อุณหภูมิเท่าไหร่โดยทั่วไปรถพี่ยุ่นวาล์วน้ำจะเริ่มเปิดที่อุณหภูมิ 80-86องศาและเปิดสุดที่ราว 84-90องศาเซลเซียส ส่วนถ้าเป็นรถนำเข้าหรือรถยุโรปโดยทั่วไปวาล์วน้ำจะเริ่มเปิดที่ 85-91องศาเซลเซียลและเปิดสุดที่ราว 96-102องศาเซลเซียส ส่วนมากที่ตัววาล์วน้ำจะมีการระบุค่าอุณหภมิที่ตัววาล์วน้ำด้วย แต่ตัวเลขที่ระบุระหว่างรถพี่ยุ่นกับยุโรปความหมายจะต่างกันไปโดยตัวเลขของพี่ยุ่นหมายถึงค่ากลางของการเริ่มเปิดและเปิดสุดของวาล์วน้ำหรือค่าที่ควบคุมอุรหภูมิของน้ำที่จะมาอ่านตรงกลางของเกจ์วัดที่หน้าปัดเช่นระบุตัวเลข 88องศาเซลเซียสหมายถึงควบคุมอุณหภูมิที่บวกลบ 2องศาเซลเซียสคือวาล์วน้ำเริ่มเปิดที่ 86องศาเซลเซียสและเปิดสุดที่ 90องศาเซลเซียส ส่วนถ้าเป็นตัวเลขของรถนำเข้าหรือยุโรปตัวเลขที่ระบุหมายถึงจุดเริ่มเปิดของวาล์วน้ำเช่นระบุว่า 91องศาเซลเซียสหมายถึงวาล์น้ำตัวนี้เริ่มเปิดที่ 91องศาและมีช่วงการทำงานบวก 11องศาหรือไปเปิดสุดที่ 102องศาเซลเซียส จุดที่ควบคุมหรือตรงกลางของเกจ์จะอยู่ที่ราว 96.5 องศาเซลเซียสเป็นต้น

อาการเสียของวาล์วน้ำ

ถ้าวาล์วน้ำเสียไม่ว่ากรณีใดๆผลที่ตามมาคือความร้อนสูงและสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์ทั้งที่ความจริงแล้ววาล์วน้ำมักจะไม่เสียทันทีทันใดแต่จะเริ่มมีอาการให้เห็นก่อนเพียงแต่อาจจะมองข้ามและไม่ทันสังเกตุกว่าจะรู้ตัวก็เครื่องโอเวอร์ฮีตนั่นแหละลองมาดูกันเผื่อว่าอาจจะเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่าเป็นอาการเริ่มต้นหรืออาจจะยังไม่เคยรู้เลยนะครับ วาล์วน้ำจะเสียด้วยสองอาการหลักๆคือ

1.วาล์วน้ำรั่ว

2.วาล์น้ำไม่เปิด

วาล์วน้ำรั่ว

ตัวที่จะดันวาล์วน้ำให้ปิดคือแรงสปริงเมื่อใช้งานไปนานๆแม้ว่าจะไม่มีตระกันในระบบแต่แรงสปริงมันมีความแข็งลดลงก็ไม่สามารถดันวาล์วน้ำให้ปิดสนิทได้เช่นกัน ก่อนอื่นต้องสังเกตุและจดจำค่าความร้อนที่หน้าปัดก่อนว่าโดยปกติแล้วมันอยู่ประมาณไหน(โดยมากจะอยู่ที่ราวกึ่งกลางของเกจ์)เมื่อเครื่องยังเย็นอยู่หลังจากติดเครื่องหรืออุ่นเครื่อง(โดยไม่เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆ)ภายในเวลาที่พัดลมระบายความร้อนทำงาน1-2รอบหรือถ้าไม่อุ่นเครื่องก็วิ่งไม่เกิน 2นาทีหรือ500เมตร ระดับความร้อนจะต้องมาอยู่ที่ระดับควบคุมปกติของมันหรือราวครึ่งเกจ์ แต่ถ้านานกว่านั้นหรือวิ่งเป็นกิโลแล้วระดับความร้อนยังไม่ถึงระดับใช้งานปกติหรือราวกลางๆเกจ์แสดงว่าวาล์วน้ำเริ่มรั่วแล้วและจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆคือมันจะใช้ระยะเวลานานขึ้นเรื่อยๆหรือระยะทางยาวขึ้นเรื่อยๆกว่าที่อุณหภูมิมันจะมีถึงจุดควบคุมเช่น วิ่งมา5-10นาทีหรือ 2-5กิโลแล้วก็ยังไม่ถึงอุณหภูมิปกติเสียที(ตรงนี้เคยมีบางท่านเข้าใจว่าระบบระบายความร้อนทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพไปโน่นเลย..เจออีกทีก็ตอนโทรมาเรียกให้ไปลากรถนั่นแหละ)ถ้าเจออาการดังกล่าวก็ควรเปลี่ยนวาล์วน้ำได้เลยหรืออาจจะแบ่งเกจ์จากจุดต่ำสุดถึงจุดที่อ่านปกติออกเป็นสามส่วนเช่นจากกึ่งกลางลงล่างแบ่งออกเป็นสามส่วนถ้าที่อ่านได้ต่ำกว่ากึ่งกลาง(หรือที่เคยอ่านปกติ)ลงมา 1ส่วนยังสามารถใช้งานวิ่งนอกเมืองหรือในเมืองที่รถไม่ติดมากนักได้ แต่ถ้าต่ำลงมา 2ส่วนวิ่งเฉพาะนอกเมืองทางโล่งๆได้อย่างเดียวแต่ใช้ความเร็วสูงมากไม่ได้ และส่วนสุดท้ายหรือต่ำกว่าไปเจอรถติดๆหรือใช้ความเร็วสูงก็เตรียมเงินไว้เปิดฝาสูบได้เลย ดังนั้นที่ปลอดภัยคือถ้าระดับมันลดลง 1ส่วนก็ควรเปลี่ยนวาล์วน้ำทันทีครับคิดเสมอว่าถึงราคาการเปลี่ยนวาล์วน้ำจะไม่ถูกนักแต่ถ้าเทียบกับการเปิดฝาสูบแล้วมันถูกกว่ากันราว 5-10เท่าขึ้นไปครับ

วาล์วน้ำไม่เปิด

อันนี้ก็คล้ายๆกับวาล์วน้ำรั่วนั่นแหละเพียงแต่มันกลับทางกัน สาเหตุนั้นเกิดจากการรั่วไหลของๆเหลวที่บรรจุอยู่ที่ตัววาล์วเกิดรั่วออกไปจนการขยายตัวทำได้ไม่เต็มที่หรือวาล์วเปิดไม่สุด และทำนองเดียวกันคือมันไม่ได้เป็นทีเดียวหรือปิดตายทีเดียวหรอกมันก็ค่อยๆเปิดไม่สุด100% ลดลงเรื่อยๆเหลือ99 98 97?75..50%..จนถึงไม่เปิดเลยนั่นแหละ อาการมันคล้ายๆแต่กลับด้านกับวาล์วน้ำรั่วกล่าวคือถ้ามันเปิดไม่สุดจากจุดที่เกจ์อ่านได้อุณหภูมิควบคุมหลังจากอุ่นเครื่องหรือใช้งานหรือวิ่งรถไประยะนึงราว 10-20นาทีหรือ 5-10กิโลเมตร ค่าความร้อนที่อ่านได้มันจะเริ่มสูงกว่าจุดควบคุมหรือกึ่งกลางของเกจ์หรือสูงกว่าจุดปกติที่เคยอ่านได้และมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆแสดงว่าวาล์วเริ่มมีปัญหาหรือเปิดไม่สุดแล้ว ถ้าเป็นคนช่างสังเกตุก็จะมองเห็นตั้งแต่การจอดอุ่นเครื่องแล้วว่าพัดลมระบายความร้อนมันเริ่มทำงานยาวนานกว่าปกติแต่ส่วนมากจะเปิดแอร์กันจึงไม่ทันได้สังเกตุตรงนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็แบ่งเกจ์จากจุดอ่านปกติหรือราวกึ่งกลางขึ้นไปถึงขีดแดงเป็นสามส่วนเช่นกันแต่การที่วาล์วไม่เปิดแม้ว่าโอกาสเกิดจะน้อยกว่าวาล์วรั่วเยอะแต่ถ้าเกิดแล้วโอกาสที่จะพังก็มีสูงกว่าเพราะเป็นด้านร้อนหรืออุณหภูมิสูง ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ความร้อนสูงเกินหนึ่งส่วนจากจุดอ่านปกติขึ้นไปถึงขีดแดงเมื่อไหร่ให้เปลี่ยนวาล์วน้ำทันทีครับ ส่วนอีกวิธีที่เช็คได้ว่าวาล์วมันไม่เปิดคือใช้มือบีบที่ท่อน้ำบนตอนเครื่องเย็นมันจะนิ่มๆแต่เมื่อเครื่องร้อนมันจะแข็งเพราะมีแรงดันน้ำอยู่แต่ถ้ามันนิ่มๆเหมือนกันแม้ว่าเครื่องร้อนอันนี้แสดงว่าวาล์วน้ำไม่เปิด แต่ตรงนี้จะทำได้หรือกว่าจะรู้เรื่องก็มันแทบจะไม่เปิดแล้วหรือความร้อนใกล้ๆขีดแดงหรืออาจจะน็อคไปซักเที่ยวแล้วนั่นแหละแถมมีเรื่องความร้อนของท่อน้ำมาเกี่ยวข้องจึงไม่อยากแนะนำเท่าไหร่เพราะกว่าจะมาถึงจุดที่เช็คตรงนี้ได้มันอันตรายมากแล้วครับ

การดูแลรักษา

วาล์วน้ำมักเป็นตัวที่ถูกมองข้ามเช่นกันส่วนมากก็จะคิดถึงมันเมื่อมีปัญหาแล้วนั่นแหละหรือบางครั้งอาจจะสายเกินไปแล้วด้วยซึ่งนั่นหมายถึงเงินก้อนใหญ่ที่จะต้องจ่ายเพื่อเปิดฝาสูบออกมาเช็คและเปลี่ยนจุดที่เสียหาย ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่องก็ควรตรวจเช็คและสังเกตุระดับความร้อนว่าผิดปกติหรือไม่ทั้งเย็นไปหรือร้อนไปไม่ดีทั้งนั้นเพราะทั้งคู่คือจุดเริ่มของเครื่องร้อนเกินทั้งนั้นแม้ว่าแรกๆมันจะดูเย็นแต่เมื่อไม่มีการกักเก็บน้ำเพื่อระบายความร้อนแต่เป็นการหมุนวนความร้อนตลอดเวลาเป็นการสะสมความร้อนสูงขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายก็ร้อนเกินแล้วก็พังๆๆๆ ส่วนที่ร้อนเกินไปนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่สังเกตุเห็นง่ายกว่าและส่วนใหญ่จะมองตรงนี้มากกว่าเย็นเกินไปด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าอุปกรณ์มันก็มีอายุงานของมันน้อยที่สุดก็เรื่องความร้อนที่ส่งผลต่อความความแข็งของสปริงหนึ่งหละ แม้ว่ามันจะไม่ออกอาการใดๆเมื่อครบอายุของมันก็อาจจะเสียไปเฉยๆทีเดียวเลยก็ได้คือวาล์วไม่เปิดเลยหรือเปิดค้างที่ค่ามากๆทีเดียวเลยก็เจอมาบ่อย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ถึงรถไม่มีอาการใดก็ควรเปลี่ยนวาล์วน้ำทุกๆ 5-8หมื่นกิโลเมตรหรือ 5-7ปีครับ

??

ความจริงกะว่าจะจบเรื่องนี้ภายในสองภาคแต่ไปๆมาๆ(เขียนแล้วชักมันส์)เลยอาจจะยืดยาวไปหน่อยเลยจบไม่ลงเพราะมันจะยาวมากไป เอาเป็นว่าเรื่องระบบระบายความร้อนยังไม่จบนะครับขอยกต่อไปภาค 3 อีกทีก็แล้วกันนะครับ(น่าจะจบได้นะภายใน 3ภาค)สำหรับเรื่องระบบระบายความร้อน

ส่วนเรื่องอื่นๆยังไม่แน่ใจว่าจะเขียนต่อหรือเปล่านะครับอาจจะจบเรื่องระบบระบายความร้อนแล้วอาจจะไม่มีเรื่องอื่นๆหรือระบบอื่นๆต่ออีกเพราะดูจากภาคแรกแล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจเลยนะครับ ผมอาจจะมองในมุมที่มุ่งหวังผิดไปก็ได้ในเรื่องที่ตั้งใจจะทำมินิซีรี่ก็อาจจะไม่ได้เขียนอย่างที่ตั้งใจไว้นะครับ แต่ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ
   

Logged
Akinaracing-shop
นินจา
sho
*
Offline Offline

Posts: 6,048


Club S9 Thailand


« Reply #1 on: February 25, 2008, 11:20:49 PM »

สารน่ารู้เยี่ยมเลยครับ   _09 _09 _09 _09
Logged

Akina Racing Shop 081-4269416

View For Aristo & New Prius TRD

นลกาเซ่ปะแป้ง@Ultimate K.T.
ซามูไร
sho
*
Offline Offline

Posts: 3,170



WWW
« Reply #2 on: March 01, 2008, 02:32:50 AM »

ยาวอะ ขี้เกียจอ่าน ใครสรุปให้หน่อยดิ
Logged

เชิญชม NonzKaze's Homepage ได้ที่ http://nonzkaze.hi5.com
Pages: [1]   Go Up
  Print  
 
Jump to:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Page created in 0.161 seconds with 20 queries.